EvaXIII View my profile

[Fic:KnB] Aokise - Never Smile Again 9

posted on 25 Nov 2014 19:35 by arty-alone directory Fiction
มาแล้วววววววว
 
ไม่แบ่งPart ด้วย
 
ช่วงนี้ไรเตอร์กำลังเตรียมตัวสอบปลายภาคเลยมีเวลาว่างนิดหน่อย
 
แต่หลังจากนี้ต้องขออนุญาติหยุดยาวไปจนถึง 20 ธันวาเพราะว่าต้องสอบติดต่อกัน
 
ต้องขอโทษด้วยนะค่ะTongue out
 
และขอให้อ่านให้สนุกกับตอนที่ 9 นะค่ะ
 
 
 

-------------------------------------------------------

*เนื้อหาที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้เป็น Boy's Love อันเป็นจินตนาการส่วนตัวของเจ้าของบลอคเองไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาจริง ของKuroko on Basuke แต่ประการใด และKuroko on Basuke ก็ไม่ใช่การ์ตูน Y *

---------------------------------------------------------
 
 
 
 
 
 
 

ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

 

 


 

 

 

ร่างโปร่งลุกขึ้นอาบน้ำแต่เช้าตรู่ พลางขยับตัวด้วยความเมื่อยล้าไปทั้งตัว คิเสะมองตัวหนังสือเล็กจิ๋วที่เขาเขียนไว้บนปฏิทินวันนี้ว่า ‘งดซ้อม’ มันก็ช่วยไม่ได้ เพราะพวกเราดันแพ้ในการแข่งขันเมื่อวาน คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องลากสังขารไปซ้อมทั้งที่ยังปวดกล้ามเนื้อไปทั้งตัวแบบนี้

 

 

 

 

ตอนนี้ก็แค่กลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง


 


เขาเปิดตู้เย็นหยิบน้ำแร่ออกมากินพลางเช็คเมลล์ในโทรศัพท์  ข้อความล่าสุดที่เข้ามาเป็นของผู้จัดการส่วนตัว ที่ส่งตารางงานถ่ายแบบมาให้ ซึ่งโชคดีที่วันนี้เขาไม่มีคิวถ่ายแบบพอดี คงตั้งใจเว้นไว้ให้พักผ่อนหล่ะนะ พอเลื่อนลงมาก็เจอกับข้อความจากคาซามัตซึ ที่ส่งมาเมื่อวาน คิดว่าคงส่งมาหลังจากที่ส่งเขากลับถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว

 

 

‘พักผ่อนซะ เจ้าบ้า’

 

 

เขาอมยิ้มกับข้อความที่ดูเหมือนจะโผงผางไปซักหน่อยแต่ก็แฝงไปด้วยความอบอุ่นและความเป็นห่วง คิเสะพิมพ์ตอบกลับข้อความนั้นสั้นๆ ‘ขอบคุณฮะ’ แล้วส่ง

 

 

 

 

 

 

กลับไปเป็นตัวเองที่ไม่เคยมีอะไรเหมือนเดิม

 

 


 

 

 

พอไม่มีทั้งซ้อม ทั้งงานถ่ายแบบ ก็ทำให้รู้ว่าตัวเองว่างขนาดไหน พอคิดว่าจะลุกขึ้นออกไปเดินเล่นก็เจอกับผ้าขนหนูสีขาวที่ยืมคากามิมาเมื่อนานแล้วซุกอยู่ในตระกร้าผ้าที่ซักแล้วพอดี

 

 

ไหนๆก็วันหยุดแล้ว ถือโอกาสไปคืนผ้าขนหนูเลยดีกว่า

 

 

 

 

 

 

 

สนามบาสโรงเรียนเซย์รินที่ข้างในเต็มไปด้วยบรรดาสมาชิกชมรมบาสที่กำลังซ้อมอย่างขะมักเขม้น ที่หน้าประตูปรากฏเงาร่างสูงโปร่งที่ยืนด้อมๆมองๆมาได้เกือบๆ10นาทีกว่า แม้ว่าร่างสูงนั้นจะใส่แว่นกันแดดและหมวกปิดบังใบหน้า แต่รูปร่าง เค้าโครงใบหน้าและเรือนผมสีเหลืองสว่างที่คุ้นตาสำหรับคนรู้จักคนคุ้นเคยแค่เห็นแว่บเดียวก็รู้ได้ทันที

 

 

 “คิเสะคุงมาทำอะไรตรงนี้ครับ?”

 

 

 “คุโรโกจจิ!!”

 

 

 คิเสะสะดุ้งตัวลอยเมื่อถูกทักทายแบบไม่ทันตั้งตัวจากคุโรโกะ

 

 “เออคือ ฉันแค่เอาของมาคืนนิดหน่อยน่ะ” มือเรียวหยิบผ้าขนหูสีขาวปักชื่อคากามิ ไทกะออกมาชูให้อีกฝ่ายดู

 

 “ของคากามิคุงนี่ครับ? เขาให้คุณยืมไปตั้งแต่เมื่อไหร”

 

 “...ซักพักแล้วหล่ะ...”

 

 คิเสะนึกถึงวันที่เขาได้ผ้าขนหนูผืนนี้มาแล้วยิ้มบางๆ เพราะคงมีไม่กี่คนที่จะได้เห็นน้ำตาของเขาง่ายๆ ซึ่งคากามิก็เป็นหนึงในนั้น รวมไปถึงอีกสองคนที่ได้เห็นเมื่อวาน

 

 

 รอยช้ำใต้ตาบางๆที่หลบอยู่หลังแว่นกันแดดอันโตแม้จะโผล่มาแค่เล็กน้อยแต่ก็ไม่พ้นสายตาคนช่างสังเกตอย่างคุโรโกะได้ นัดการแข่งขันระหว่างโทโอและไคโจวตัวเขาเองก็ได้ไปเห็นกับตาตัวเองมาแล้ว แม้คิเสะจะพยายามมากเท่าไหรแต่อย่างที่รู้ๆความสามารถทางด้านร่างกายมันไม่เหมือนกัน คิเสะที่เพิ่งหันเล่นบาสได้ไม่นานจะไปสู้อะไรได้กับอาโอมิเนะที่เล่นบาสมาตลอดได้ แต่พอคิดแบบนั้นแล้ว ตัวเองที่เล่นมาตลอดเช่นกันแต่ก็ไม่สามารถเอาชนะชายคนนั้นได้ คงไม่มีสิทธิ์ อะไรที่จะไปว่าคนอื่นได้สินะ

 

 

 คุโรโกขมวดคิ้วจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ในตอนนั้นเองมือเรียวเอื้อมไปแตะใบหน้านั้นเบาๆ แล้วยิ้มให้บอกว่าตนไม่เป็นไร

 

 

“ฉันไม่เป็นไรหรอกนะ คุโรโกจจิ”

 

 

 มองเผินๆมันอาจจะเหมือนรอยยิ้มเดิมๆเหมือนที่ผ่านมาแต่สำหรับเขาที่รู้จักคิเสะมาตั้งแต่ม.ต้นรู้ทันทีว่ามันไม่เหมือนเดิม

 

 

 ความเย็นชา แข็งกระด้างที่เคยมีเหมือนหน้ากากหายไป แม้จะยังดูขืนๆอยู่นิดหน่อยแต่ความรู้สึกอบอุ่นเพียงน้อยนิดที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มนั้นบอกให้เขารู้ว่าคิเสะเปลี่ยนไปแล้ว

 

 

 

 “...คิเสะคุง...คุณ....ยิ้ม?”

 

 

 

 “..อืม..” คิเสะพยักหน้ารับคำถามนั่นแล้วถอดแว่นกันแดดออก แม้ดวงตานั้นจะบวมช้ำจนดูน่าสงสารแต่ริมฝีปากนั่นกลับแย้มยิ้มตอบกลับมาอย่างน่าประหลาด

 

 

 

 “...........ฉันยิ้ม”

 

 

 

 

 

 

 

“..เกิดอะไรขึ้.....”

 

 

 

 

 

 

“เฮ้คุโรโกะ! คิดจะอู้ไปถึงไหน”  คากามิเดินออกจากโรงยิมแล้วคว้าคอเสื้อคุโรโกะจนลอยจนไม่สามารถพูดได้จบประโยค

 

 

 

 

“คากามิคุง ปล่อยผมนะครับ!” คุโรโกะดิ้นด้วยความตกใจที่จู่ถูกคว้าหมับแบบไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่กำลังจะถามเรื่องสำคัญแต่ถูกขัดได้ถูกจังหวะซะจนเหมือนไม่อยากให้ถามซะงั้น

 

 

“พอดีฉันชวนคุยเองแหละ คากามิจจิ”

 

 

“คิเสะงั้นเหรอ?”  คากามิมองคิเสะด้วยความสงสัยทั้งๆที่เจ้าตัวก็เพิ่งจะแข่งเสร็จน่าจะพักผ่อนอยู่บ้านแท้ๆ “มีธุระอะไร”

 

 

“อ่า ให้ตายสินี่ฉันคงยืมมันมานานเกินจริงๆด้วยแฮะ” คิเสะยื่นผ้าขนหนูสีขาวที่ซักจนใหม่เอี่ยมให้อีกฝ่าย ทีแรกคากามิมองด้วยสายตางงๆแต่เมื่อพลิกจนพบชื่อของตัวเองจึงได้เข้าใจ

 

 

“อุตส่าเอามาคืนให้ถึงนี่  ขอบใจนะคิเสะ”

 

 

“ก็ไม่ได้ลำบากขนาดนั้นหรอก พอดีฉันเองก็มีเรื่องที่อยากจะขอร้องคากามิจจิกับคุโรโกจจิด้วยพอดี"

 

 

“เรื่องที่จะขอร้องงั้นเหรอ?”

 

 

ทั้งคากามิและคุโรโกะมองคิเสะด้วยแววตาสงสัย ถ้าเป็นคิเสะตามปกติจริงๆคงจะพูดพล่ามเรื่องที่ตัวเองอยากทำอย่างไม่เกรงใจใครแล้วก็ลากคนอื่นไปทั่ว แต่เขายืนรอคำตอบจากคากามิคล้ายจะเป็นการขออนุญาติคงเป็นเพราะเรื่องที่จะพูดคงไม่ใช่เรื่องล้อเล่นขำขันอย่างที่แล้วมาแน่นอน

 

 

“ก็ได้ ว่ามาสิ”

 

 

แววตาและสีหน้าที่ยากจะอ่านออกว่ากำลังเศร้าหมอง ดีใจ หรือลำบากใจ คลายรอยยิ้มลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

 

 

 

 

 

 

“ช่วยล้มอาโอมิเนะที”

 

 

 

 

 

 

“อะไรนะ?”

 

 

 

 

 

“ก็อย่างที่รู้ๆฉันแพ้ให้กับอาโอมิเนะแบบหมดท่า ก็เลยอยากจะฝากให้ทั้งสองคนเอาคืนให้หน่อยเท่านั้นเอง” คิเสะหัวเราะร่าแล้วเดินมาตบไหล่คากามิคล้ายกับจะบอกว่า ขอฝากด้วยนะ  

 

 

 

“จะบ้ารึไง เรื่องแค่ไม่ต้องบอกฉันก็จะล้มเจ้าหมอนั้นให้ได้อยู่แล้ว!” คากามิที่หงุดหงิดเพราะถูกไหว้วานด้วยคำขอที่ดูเหมือนไร้สาระคว้าตัวคุโรโกะลากกลับเข้าโรงยิมเพื่อจะไปซ้อมต่อ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายรั้งไว้ได้ทัน

 

 

 

“น่าๆ คากามิจจิ ถือว่าสู้เผื่อฉันก็แล้วกัน”

 

 

 

คิเสะยิ้มหวานเข้าสู้ แต่ด้านคากามิยิ่งได้เห็นแบบนั้นยิ่งทำให้มั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้จริงจังอย่างที่เขาคิดยิ่งทำให้หงุดหงิดเข้าไปใหญ่

 

 

 

“ไม่ได้! เรื่องของตัวเองก็จัดการด้วยตัวเองสิฟ่ะเจ้าบ้า!” คากามิสะบัดมือนั่นทิ้งแล้วตั้งท่าจะปิดประตูโรงยิมอีกครั้ง แต่คราวนี้คนที่ขัดกลับเป็นคุโรโกะซะเองที่ยื่นมืออกมาคว้ามือของคิเสะไว้ซะเอง

 

 

 

“ผมจะทำเอง สัญญาเลยครับคิเสะคุง!”

 

 

 

“ยื่นมือออกมาทำบ้าอะไร เดี๋ยวก็โดนประตูหนีบหรอกคุโรโกะ!”

 

 

 

ปัง!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คราวนี้ประตูโรงยิมได้ถูกปิดแล้วจริงๆเหลือทิ้งไว้แต่คิเสะที่ยังยืนอยู่หน้าโรงยิม เขาคว้าหมวกสีดำใบเดิมขึ้นมาใส่พร้อมแว่นกันแดดปิดบังใบหน้าเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน ระหว่างการเดินทาง เขามองมือข้างที่คุโรโกะจับไว้ตลอดทาง ภาพรอยยิ้มสุดท้ายของคุโรโกะก่อนที่คากามิจะปิดประตู ยังลอยวนอยู่ในหัว แม้ในตอนที่เขาขอร้องคากามิจะทำท่าทางเหมือนทีเล่นทีจริง แต่ในตอนนั้นคากามิคงไม่ทันรู้ตัวว่ามือของเขานั้นสั่นแค่ไหน เขารู้ตัวดีว่าการจะชนะอาโอมิเนะต้องทำยังไง แต่ถึงร่างกายจะพร้อมแต่ถ้าหัวใจมันไม่แข็งแรงพอก็คงไม่มีทางเอาชนะคนๆนั้นไปตลอดชีวิตแน่ 

 

 

เพราะงั้นถึงต้องฝากทั้งสองคนไง 

 

 

เพราะหัวใจฉันตอนนี้มันพ่ายแพ้ทุกทางให้กับคนๆนั้นไปแล้ว

 

 

 

 

 

คิเสะหลับตาลงแล้วเอนพิงกระจก ก่อนจะพึมพำเบาๆคนเดียว

 

 

 

 

 

“...ขอบคุณนะ คุโรโกจจิ..”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“นายจะบ้าเรอะ คุโรโกะไปสัญญาแบบนั้นได้ยังไงกันฟ่ะ!”

 

 

 

 

ทางด้านคุโรโกะ หลังจากที่คิเสะกลับไปแล้วก็โดนคากามิสวดยาวจนแทบไม่เป็นอันซ้อม

 

 

“หรือคากามิคุงไม่มั่นใจว่าจะชนะอาโอมิเนะคุงได้หล่ะครับ?”

 

 

“..อะ..อึก!”

 

 

เพียงแค่ประโยคเดียวก็สามารถปิดปากคนตัวโตแต่นิสัยเหมือนแม่ได้อย่างอยู่หมัด

 

 

“ใช่ว่าเราจะได้เจอกับอาโอมิเนะคุงทันทีเลยนะครับ ระหว่างนั้นพวกเราก็รีบเก่งขึ้นเพื่อที่จะล้มเขากันดีกว่า”

 

 

“กะ...ก็จริงของนาย...”

 

 

ถึงแม้ทั้งคู่จะคิดไว้แค่นั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เหมือนกับที่ทั้งคู่คิดเลยซักนิดเดียว ว่าคู่แข่งรอบแรกในวินเทอร์คัพจะเป็น โรงเรียนโทโอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ไปไหนมาน่ะ เจ้าบ้าคิเสะ”

 

 

เจ้าใบหน้าแล้วแววตาขึงขังที่แสนคุ้นเคย กำลังนั่งอยู่บนเตียงของเขาในห้องพร้อมด้วยพี่สาวของเขาอีกคน

 

 

“อ้าวเรียวตะ กลับมาแล้วเหรอพี่เห็นคุณกัปตันมายืนรอนายอยู่หน้าบ้านตั้งนานแล้วก็เลยเชิญเข้ามาน่ะจ้ะ”

 

 

เรียวโกะขอปลีกตัวออกไปจากห้องหลังจากที่คิเสะมาถึง

 

 

ทิ้งให้คิเสะที่ถอดเสื้อโค้ทออกมาวางแล้วยืนยิ้มเจื่อนให้คาซามัตสึอย่างช่วยไม่ได้

 

 

“..รุ่นพี่มาทำไมฮะเนี่ย?”

 

 

นี่ เขาทำให้รุ่นพี่เป็นห่วงอีกแล้วสินะ

 

 

“ก่อนหน้าที่นายจะถาม นายควรตอบฉันก่อนนะว่าหายไปไหนปล่อยให้ฉันโดนพี่สาวนายลวนลามอยู่ได้ตั้งนานน่ะเจ้าบ้า!!!”

 

 

 ได้ฟังจบ คิเสะก็หลุดขำพรูดออกมา สาเหตุที่คาซามัตสึนั่งตีหน้าบึ้งคิ้วขมวดตอนนี้ไม่ได้เป็นเพราะเขา แต่เป็นเพราะพี่สาวตัวดีของเขาต่างหาก คงถามนู่นถามนี่ซอกแซกจนน่ารำคาญแหงๆ ก็เป็นพี่น้องกันนี่หน่า

 

 

“ขอโทษฮะ พอดีผมเอาของไปคืนคากามิจจิที่เซย์รินมาน่ะฮะ เลยกลับมาช้า”

 

 

 

คิเสะทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงข้างๆอีกฝ่ายทั้งที่ยังหัวเราะไม่หยุด ดวงตาสีเทาเข้มนั้นไล่สำรวจใบหน้าคิเสะไปทั่วด้วยความอยากรู้แล้วจึงเอื้อมมือมาแตะขอบตาที่ยังแดงของคิเสะเบาๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“หยุดร้องแล้วสินะ”

 

 

 

 

เสียงหัวเราะหยุดลงทันที คิเสะมองตอบดวงตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของอีกฝ่ายแล้วยิ้มจางๆ

 

 

“อันที่จริงมันไม่มีให้ไหลแล้วต