EvaXIII View my profile

[Fic:KnB] Aokise - Never Smile Again 10

posted on 11 Jan 2015 13:21 by arty-alone directory Fiction
มาอัพต่อแล้วจ้าาาาาา
 
ขอโทษที่แอบหนีไปแต่ง A/Z ส้มค้างคาวไปซะ 2 ตอน
 
แต่พอได้ดู Knb SS3 แล้ว...
 
คีจังหล่อลากมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
 
ติ่งมาจนต้องรีบกลับมาแต่ง
 
ขอให้อ่านให้สนุกเหมือนเดิมนะค่ะ
 

-------------------------------------------------------

*เนื้อหาที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้เป็น Boy's Love อันเป็นจินตนาการส่วนตัวของเจ้าของบลอคเองไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาจริง ของKuroko on Basuke แต่ประการใด และKuroko on Basuke ก็ไม่ใช่การ์ตูน Y *

---------------------------------------------------------
 
 

“คนเยอะเป็นบ้า” เสียงบ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิดดังขึ้นเมื่อสนามกีฬาแน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่ต่างก็มารอชมคู่สำคัญระหว่างเซย์รินและโทโอที่ถูกจับตามองในฐานะตัวเต่งของการแข่งขันด้วยกันทั้งคู่

 

 

“ดูเหมือนจะไม่มีที่นั่งเหลือให้พวกเรานะแล้วนะฮะ รุ่นพี่”

 

 

“แล้วมันเพราะใครหล่ะที่มัวแต่โบกไม้โบกมือให้แฟนๆตลอดทางจนพวกเรามาไม่ทันฟ่ะ คิเสะ!”

 

 

เหล่าสมาชิกชมรมบาสไคโจวมองภาพกัปตันที่กำลังไล่เตะคิเสะอย่างไม่ลดละแล้วหัวเราะกันเบาๆเพราะเมื่อกี้สัปดาห์ก่อนทั้งคู่ยังทำท่าทีซังกะตายหมดอาลัยตายอยากพร้อมกันเอาซะดื้อๆ แต่โชคยังดีที่ทีมไคโจวมีอภิสิทธิ์ชนะผ่านเข้าไปรอในรอบที่2 คิดไม่ออกเลยว่าถ้าทั้งคู่ยังมีสภาพเหมือนผักเหี่ยวขาดน้ำอย่างเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนชะตากรรมของทีมคงจบลงตั้งแต่รอบแรกแน่ๆ

 

 

“ตะ..แต่รุ่นพี่ฮะ เกมส์เพิ่งเริ่มเองนะฮะ” คิเสะที่ถูกรัดคอร้องขอชีวิตน้ำพรากจนหมดสภาพขวัญใจสาวๆ

 

 

เมื่อเห็นว่าเกมส์เพิ่งเริ่มอย่างที่คิเสะพูดจริงคาซามัตสึจึงปล่อยเจ้าตัวแสบอย่างเสียไม่ได้และหันมาสนใจเกมส์ในสนามแทนปล่อยให้เสียงบ่นอุบอิบพึมพำของคิเสะที่ยืนลูบคออยู่ข้างๆปล่อยผ่านหูไปอย่างน้อยก็ดีกว่าให้มายืนซึมทำหน้าจ๋อยเหมือนสัปดาห์ก่อน

 

 

แม้จะเพิ่งเริ่มเกมส์ได้ไม่นานแต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็บุกขึ้นทำแต้มทันทีด้วยกันทั้งคู่ เพราะทั้ง2ฝ่ายต่างก็เป็นทีมที่เน้นด้านการรุกด้วยกันทั้งคู่คงจะเน้นกลยุทธที่ว่าถ้าป้องกันไม่ได้ก็ทำแต้มชดเชยกับที่เสียไปสินะ แต่ถ้าเทียบกันด้านศักยภาพแล้วโทโอก็ยังเหนือกว่าเซย์ริน เห็นได้ชัดจากแต้มของทั้งคู่ที่เหมือนจะสูสีกันแต่คนคุมเกมส์ในตอนนี้คือฝ่ายโทโอต่างหาก คาซามัตสึวิเคราะห์เกมส์อย่างใจเย็นพลางเหลือบมองคนใกล้ตัวที่ยังคงเอามือลูบคอตัวเองใจลอยไปไหนต่อถึงไหน

 

 

“ไหนบอกว่าทำใจได้แล้วไง?”

 

 

คาซามัตสึส่งเสียงทักดึงสติคนใจลอยให้กลับมาแต่เจ้าตัวดันตีหน้าซื่อ บอดตาใส เสมือนไม่รู้เรื่องอะไรที่เขาพูด แต่พอคาซามัตสึทำสายตาคาดคั้นเอามากๆก็เป็นฝ่ายใจอ่อนยอมเลิกเสแสร้งต่อหน้าเขาแต่โดยดี เจ้าคนใจอ่อนเอ้ย

 

“ผมน่ะทำใจได้แล้วจริงๆนะครับรุ่นพี่” คิเสะที่ยอมถอดหน้ากากยิ้มต่อหน้าคาซามัตสึมองเกมส์ในสนามด้วยสีหน้าเฉยชาแทบจะไร้ความรู้สึกแต่ลึกลงในดวงตาที่ฉาบไปด้วยความเฉื่อยชานั้นยังมีความเจ็บปวดที่คงไม่หายไปง่ายๆเจือปนอยู่

 

 

“...แค่ ยังไม่ชิน”

 

 

ไม่ชินที่ต้องมาเห็นดวงตาคู่นั้นกำลังจับจ้องไปที่ใครคนอื่นที่ไม่ใช่เขา สายตาที่มองว่าต้องการอีกฝ่ายไม่ใช่แค้นเคืองเหมือนที่จ้องมาที่ตัวเขา ไม่ไว้ใจ ไม่เสน่หา ก็ทำตัวเองทั้งนั้น แล้วไอ้บ้าที่แบกสังขารไปขอร้องให้คนอื่นสู้แทนเขามันก็ตัวเขาเองทั้งนั้น เพิ่งได้รู้ซึ้งว่าอะไรก็ไม่เจ็บเท่าที่เราทำร้ายตัวเอง เจ็บจนภาพที่เขาเคยเห็นคนๆนั้นกอดก่ายกับคุโรโกะกลายเป็นเรื่องตลกเลยด้วยซ้ำ

 

 

เกมส์ในสนามดำเนินต่อไปเรื่อยๆล้อมรอบด้วยผู้คนที่ลุ้นจนตัวโก่งรวมไปถึงบรรดาทีมจากโรงเรียนอื่นๆที่มาดูลาดเลาทีมที่ตนอาจจะเจอเป็นคู่ต่อไป ว่านอกสนามเร่าร้อนแล้วแต่ในสนามเร่าร้อนยิ่งกว่าเมื่อเอสของทั้งคู่ปะทะกันครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่มีใครยอมใครแม้ดูเหมือนฝ่ายเซย์รินจะสู้ได้สูสีกับโทโอแต่ความจริงแล้วเซย์รินได้ใช้ไม้ตายทั้งหมดที่มีไปจนหมดแล้วแม้กระทั่งอิกไนส์พาสที่พาวเวอร์อัพก็ถูกหยุดได้จนกำลังใจของทีมลดลงไปกว่าครึ่ง

 

 

“เซย์รินคงจบแล้วหล่ะ ไปกันเถอะ”

 

 

“เดี๋ยวสิฮะรุ่นพี่ เกมส์ยังไม่จบซักหน่อย”

 

 

คาซามัตสึมองคิเสะที่คว้าแขนเขาไว้แล้วถอนหายใจเดินกลับมาดูเกมส์ในสนามอีกครั้ง

 

 

“นายลองดูนั้นสิคิเสะ” เขาชี้ผู้เล่นที่กำลังประกบคุโรโกะในสนามให้คิเสะดู

 

 

“นั่นมัน....หรือว่า”

 

 

ในตามปกติจะไม่มีผู้เล่นคนใดตามประกบคุโรโกะได้เพราะมิสไดเรกชั่นทำให้มองเห็นตัวได้ยากแต่ข้อเสียของมิสไดเรกชั่นมีเพียงสิ่งเดียวคือ ยิ่งใช้มากยิ่งได้ผลน้อยลง นับตั้งแต่เริ่มเกมส์คุโรโกะก็ใช้มิสไดเรกชั่นตลอดไม่ได้หยุดพักไม่แปลกที่จะถูกมองเห็นแถมยังมีท่าทีเหนื่อยหอบอย่างเห็นได้ชัดเพราะถูกประกบทำให้เคลื่อนไม่ได้ดั่งใจแถมยังสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าเดิม2เท่า

 

 

“มิสไดเรกชั่นไร้ผลแล้ว ตอนนี้เจ้าเบอร์11นั้นก็เป็นแค่มือใหม่อ่อนหัดที่ไม่รู้จักเจียมตัวมาลงสนามเท่านั้นแหละ”

 

 

“ไม่ใช่ฮะ!! คุโรโกะไม่ใช่....คนอ่อนหัด...” แม้อยากจะโต้กลับไปดังๆแต่สภาพของคุโรโกะในสนามตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยยืนยันอะไรเลยว่าเซย์รินจะมีโอกาสชนะเหลืออยู่ แต่เขาก็ยังเชื่อ เชื่อว่าเซย์รินจะชนะ เชื่อในคำสัญญาที่คุโรโกะให้กับเขาว่าจะชนะ

 

 

คาซามัตสึมองมือที่สั่นจนเหมือนจะแตกสลายไปต่อหน้าของคิเสะแล้วจิปากด้วยความไม่พอใจ

 

 

 

 

...อีกแล้ว

 

 

 

 

ต้องเป็นฉันอีกแล้วใช่มั้ยที่ต้องเห็นหมอนี้เจ็บปวด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งที่ยืนอยู่ตรงหน้าแท้ๆ

 

 

 

“คิเสะ นายไม่ผิดหรอกนะที่จะแสดงความรู้สึกของตัวเอง เลิกทำหน้าเหมือนกับว่ามีแต่ตัวเองที่ต้องอดทนจะได้มั้ย” เพราะตัวฉันเองก็ต้องทนไม่แพ้นายเหมือนกัน “พูดมาเลยสิ สิ่งที่นายต้องการจริงๆ”

 

 

“ผม...อยากให้เซย์รินชนะ”

 

 

“แล้วจะมาบอกฉันให้มันได้อะไรขึ้นมา”คาซามัตสึเขกหัวลูกหมาตัวโตเต็มแรงแล้วตามด้วยลูบหัวปลอบ“ตะโกนออกไปเลยสิเจ้าบ้า”

 

 

ผมอยากให้พวกเขาชนะ อยากให้ล้มอาโอมิเนะแทนผม เพราะผมอยากเห็นเหลือเกินรอยยิ้มที่สนุกสนานเวลาที่เขาเล่นบาสเหมือนที่ผมเคยรู้จัก อยากเห็นอีกครั้ง อยากให้เซย์รินชนะ

 

 

“ชนะให้ได้นะเซย์ริน!!!”

 

 

เสียงตะโกนที่ดังแทรกเหล่าเสียงอื้ออึ้งในสนามที่กำลังเพ่งสมาธิอยู่กับเกมส์ในควอเตอร์สุดท้ายเสียงทุกสายตาให้หันมองเขาไม่เว้นแม้แต่นักกีฬาในสนาม แต่ใครจะสนหล่ะเพราะตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยและได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง ไม่ใช่ตัวเองที่มองคุโรโกะด้วยความเกลียดชังและรู้สึกผิดอย่างที่แล้วมา แค่รอยยิ้มและคำสัญญาที่คุโรโกะให้ในวันนั้นผมก็รู้แล้วว่าคุโรโกะให้อภัยผม แต่เป็นตัวผมเองต่างหากยังไม่ให้อภัยตัวเอง

 

 

“ผมไม่แพ้หรอกฮะ คิเสะคุง” คุโรโกะชูกำปั้นในอากาศโดยไม่หันไปมอง เพราะเสียงที่น่ารำคาญแบบนี้คงมีแค่คนเดียวเท่านั้น

 

 

ฝ่ายเซย์รินได้กำลังใจฮึกเฮิมเพราะนอกจากเสียงเชียร์ของคิเสะก็ตามมาด้วยเหล่ากองเชียร์ที่พากันตะโกนแข่งกันส่งเสียงเชียร์จนชื่อของเซย์รินดังก้องสนาม แม้เสียงเชียร์ที่ดังกึกก้องจะไม่ส่งผลต่อกำลังใจของฝั่งโทโอแต่จิตใจของเอสแห่งโทโอกลับว้าวุ่นไปด้วยภาพใบหน้าของใครบางคนที่ส่งเสียงเชียร์เป็นคนแรก

 

 

“...เพราะฉันงั้นเหรอ คิเสะ”

 

 

 

 

มันอาจจะฟังดูแปลกถ้าให้เขาเป็นคนพูดเองว่าคิเสะเปลี่ยนไป เพราะแรกเริ่มคนที่เปลี่ยนไปก่อนคือตัวของเขาเองไม่ใช่คิเสะ แต่คนที่เล่นวันออนวันกันได้แทบทุกวันอย่างพวกเราสองคนคงไม่แปลกที่แค่อีกฝ่ายเปลี่ยนไปแม้เพียงเล็กน้อยก็รู้สึกได้ทันที แต่มันก็เป็นเพราะตัวฉันเองที่เปลี่ยนไปเฉยชาเมินเฉยต่อความรู้สึกคนรวมไปถึงความรู้สึกแปลกๆที่ซ่อนเร้นอยู่ดวงตาและรอยยิ้มสวยเฉกเช่นปกติของคิเสะ

 

 

เราทั้งคู่ต่างแยกย้ายกันไปคนละโรงเรียนทั้งที่หมอนั้นเคยลั่นวาจาว่าจะล้มเขาให้ได้ ความสามารถทางด้านกีฬาอย่างหมอนั้นไม่มีทางที่จะเข้าโทโอไม่ได้ แต่หมอนั้นก็ไม่มา ไม่ได้ไล่ตามมาเหมือนที่เคยแต่ฉันก็ยังทำเหมือนไม่ใส่ใจรวมทั้งตัดสินใจรวบรัดเอาเองว่าความหมายแปลกประหลาดในนัยน์ตาสวยคู่นั้นเป็นการคิดไปเอง วันแรกที่ได้เจออีกครั้งนับตั้งแต่แยกย้ายกันไป จะว่าเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดก็ว่าได้ที่เห็นหมอนั้นกอดจูบเท็ตสึต่อหน้าต่อตา เพราะความโมโหบวกภาพที่เห็นตำตาจนยากจะเอาอะไรมาแก้ตัวได้ เขาเลือกที่จะปิดหูปิดตาแล้วตัดสินทุกอย่างจากสิ่งที่เขาได้เห็นและได้ยิน ว่าคิเสะเป็นแค่ไอ้ชั่วคนนึงที่คิดจะล่อลวงเท็ตสึ ลืมสิ้นแม้กระทั่งความรู้สึกดีๆและรอยยิ้มที่หมอนั้นมีให้เสมอมา พลั้งเผลอกระทั่งทำร้ายให้มีบาดแผลทั้งจิตใจและร่างกาย หลังจากนั้นเขาก็คิดไว้แล้วว่าคนอย่างหมอนั้นคงจะมาคาดโทษหาเรื่องเขาอย่างเต็มทีหลังจากนี้เป็นแน่ แต่ก็ไร้ซึ้งวี่แวว จนนึกไปว่าคิเสะคงขี้ขลาดตาขาวอับอายขายขี้หน้าเกินกว่าจะมาเจอเขาตรงๆได้ และพอเจอกันอีกครั้งหลังจากวันที่เขาชนะเซย์รินแถมยังเพิ่งทะเลาะกับเท็ตสึมาหมาดๆ คิเสะในสภาพเปียกฝนไปครึ่งค่อนตัวยืนหนาวสั่นมองออกไปนอกสนามราวกับรออะไรบางอย่าง แต่ตัวฉันในตอนนั้นที่ทำเป็นแค่ฟังความเพียงข้างเดียว เลือกที่ทักอีกฝ่ายไปด้วยอารมณ์ที่ขุ่นเคืองระคนเหยียดหยาม แต่ภาพร่างเพรียวที่ห่อตัวจน