EvaXIII View my profile

[Fic:A/Z] Inaho x Slaine - The line between heaven and earth -1-

posted on 17 Apr 2015 23:00 by arty-alone directory Fiction
อย่างที่เคยบอกในเอนทรี่ก่อนหน้านี้ 
 
ว่าไรเตอร์ไปเจอบทความที่น่าสนใจมาเกี่ยวกับเรื่องชีวิตใหม่ของสเลน เลยได้พล็อตเรื่องใหม่ๆมาแต่ง
 
@zakuya-kung ถ้าสนใจลองอ่านจากในนี้ดูนะคะ ความจริงเกี่ยวกับรูม่านตาสเลน กับ คำสาปองค์หญิง
ส่วนที่ใส่ไปในก่อนหน้านี้จะพูดเกี่ยวความเป็นไปได้ที่จะทำภาคใหม่หรือเดอะมูฟวี่ของ A/Z เพราะว่าบทสัมภาษณ์ของทีมงานพูดไว้ประมาณว่า การที่ทั้งสองตกลงเป็นดาวตกบนโลกทำให้รู้สึกเหมือนเกิดใหม่ทั้งคู่ ประมาณนั้นค่ะ ^^
 
ยิ่งได้อ่านยิ่งรู้สึก ถ้าทำภาคใหม่จริงๆ ก็ดีน้าาาาา
 
เพราะทั้งฮาร์กไลท์ ทั้ง หญิงเล็กก็หายเงียบไปไม่มีบอกเลยว่าเป็นอะไรยังไงบ้าง มันค้างคามาก
 
ยิ่งตอนจบสเลนติดคุกแบบนี้ถึงคุณน้องจะยิ้มกับได้ตาดำคืนมาแล้วแต่แม่ยกสเลนอย่างไรเตอร์ทำใจบ่ดั้ยยยยย
 
ฟิคเรื่องนี้เลยแต่งโดยมีแนวคิด "สเลนต่อสู้ร่วมกับอินาโฮะ" เป็นหลัก และแน่นอน "มิตรภาพลูกผู้ชาย(Y)" ก็ด้วย 5555555
 
ในเนื้อเรื่องจะเป็นฉากต่อจาก U & I ที่แต่งทิ้งไว้เพราะความฟินฉากจบ A/Z ไว้ด้วย
 
หวังว่าจะชอบกันนะคะ
 

-------------------------------------------------------

*เนื้อหาที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้เป็น Boy's Love อันเป็นมโนส่วนตัวของเจ้าของบลอคเองไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาจริง ของ Aldnoah.Zero แต่ประการใด และ Aldnoah.Zero ก็ไม่ใช่การ์ตูน Y ด้วย *

---------------------------------------------------------
 
 
 

 

Every story has an end but in life every end is a new beginning.

“เรื่องราวทุกเรื่องมีตอนจบ แต่ในชีวิตจริง ในทุกๆตอนจบคือการเริ่มต้นครั้งใหม่” 

 

 

มันเป็นประโยคที่ผู้ชายคนนั้นพูดขึ้นมาในตอนที่พวกเรากำลังเล่นหมากรุก ขุนสีดำถูกหยิบออกพร้อมกับมีสิ่งที่จะกลายเป็น ‘จุดเริ่มต้นชีวิตใหม่’ ของผมยื่นออกมาแทน

 

“อยากจะให้มันจบลงตรงนี้หรือจะเริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนาย”

 

สิ่งที่เป็นได้ทั้งปีกและโซ่ตรวน จากผู้ชายคนนั้น

 

 

..........................................................................................................................................................

 

“ขณะนี้องค์หญิงอัสเซลัม เวิสท์ อลูเซียว่าที่จักรพรรดิณีแห่งเวิร์สและพระสวามีท่านเค้าท์คลานไคล์ ได้เสด็จมาถึงกองบัญชาการทหารสูงสุดสหพันธ์โลกแล้วหล่ะค่ะ และอีกไม่นานก็จะเป็นพิธีการเปิดการทำงานของเครื่องปฎิกรณ์อัลดูนัวร์หมายเลข 2 ที่ถูกปรับปรุงให้คนทั่วไปสามารถเปิดการทำงานได้ และผู้ที่ได้รับเกียรติในการเปิดเครื่องก็คือ พันตรีไคซึกะ อินาโฮะ แห่งกองทัพสหพันธ์โลกค่ะ” 

 

ลีมูซีนสีขาวคันหรูค่อยๆแล่นมาจอดอยู่เบื้องหน้าเหล่าทหารที่ออกมารอต้อนรับการเสด็จมาเยือนของว่าที่จักรพรรดิณีแห่งเวิร์สและพระสวามี และหนึ่งในนั้นก็คือ ไคซึกะ อินาโฮะ

 

 “ไม่ได้เจอกันนานนะครับ เซลัมซัง”

 

“เช่นกันค่ะ อินาโฮะซัง ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ขอร้องให้คุณมาทำหน้าที่นี้”

 

“เธอบอกถ้าไม่ใช่คุณคงไม่ได้” คลานไคล์ผู้เป็นพระสวามีขององค์หญิงก้าวออกมาจับมือกับเขาด้วยความสนิทสนม

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ คลานไคล์ซัง ถือว่าเป็นเกียรติด้วยซ้ำที่ได้รับหน้าที่นี้”

 

อัสเซลัมยิ้มรับด้วยความดีใจ เพราะตั้งแต่สิ้นสุดสงครามระหว่างดวงดาวพวกเขาทั้งคู่ก็แทบไม่ได้พบกันอีกเลยได้แต่ได้ยินข่าวคราวของอีกฝ่ายจากในหน้าทีวีหรือว่าเอกสารเท่านั้น ถึงมันจะเป็นแค่การพบเจอกันแค่ชั่วเวลาหนึ่งแต่ความทรงจำที่ได้รับจากทั้งสองฝ่ายก็ต่างล้ำค่าและมีความหมายในตัวของมัน ไม่ต้องบอกทั้งคู่ก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขายังไม่ได้สิ้นสุดลงไป แม้ไม่ได้เจอหน้ากันแต่ก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน นั้นคือสิ่งที่อัสเซลัมคิดจริงๆ

 

“อีกเดี๋ยวผมก็ต้องไปเตรียมตัวสำหรับการเปิดพิธีแล้ว ยังไงผมจะให้นายทหารคนสนิทพาอัสเซลัมซังและคลานไคล์ซังไปยังที่นั่งที่จัดไว้ให้แล้วกันนะครับ”

 

อินาโฮะหันไปโบกมือเรียกนายทหารคนหนึ่งจากในแถว นายทหารคนนั้นพยักหน้ารับคำสั่งจากเขาแล้วก็เดินมาหาทั้งคู่พลางถอดหมวกแล้วโค้งให้ ก่อนจะเงยหน้าแนะนำตัวเองด้วยเสียงอันดัง

 

“สเตนาร์ท เลย์รอย ขออนุญาตทำหน้าที่นำทางครับ”

 

ทั้งสองไม่ได้ตอบรับทหารหนุ่มคนนั้นหากแต่เพียงนิ่งเงียบและมองทหารคนนั้นด้วยความตกใจ มันไม่ใช่เพราะว่าทหารหนุ่มทำตัวเสียมารยาทแต่เพราะดวงตาสีฟ้าอมเขียวและเรือนผมสีเงินดูคุ้นตาที่ยาวจนต้องรวบไว้ด้านหลังต่างหากที่ทำให้พวกเขาทั้งสองคนตกตะลึง

 

“สะ...สเล...”

 

“ผมชื่อ สเตนาร์ท เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รู้จักครับองค์หญิง รบกวนทั้งสองท่านโปรดตามผมมาทางนี้ด้วยครับ”

 

ทหารหนุ่มโค้งให้อีกครั้งแล้วหันหลังเดินนำทั้งคู่ไป ทั้งคู่จึงไม่มีทางเลือกนอกจากเดินตามทั้งที่ในใจกำลังกระวนกระวาย เพราะแม้กระทั้งเสียงเองก็เหมือนกับคนๆนั้นมาก มากจนไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่เดินหน้าอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ ‘Slaine Troyard’ แต่เป็น ‘Stanard Lieroy’

 

 

 

หลังเสร็จพิธีการเปิดเครื่องปฏิกรณ์อัลดูนัวร์หมายเลข 2 อินาโฮะตามมาส่งองค์หญิงและคลานไคล์ที่รถลีมูซีนสีขาวคันเดิม แต่ทั้งสองคนมีท่าทีกังวลเอาแต่มองซ้ายมองขวาไปมาจนอินาโฮะต้องเอ่ยปากถาม

 

“ทั้งคู่เป็นอะไรเหรอครับ”

 

“อินาโฮะซัง คนที่คุณให้นำทางพวกดิฉันมาเขาเป็นใครคะ?”

 

“ทำไมคนๆนั้นถึงมาอยู่ที่นี้ได้กันครับ?”

 

เครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นเต็มใบหน้าของทั้งคู่ แต่อินาโฮะทำเพียงยิ้มแล้วอธิบายสั้นๆว่าเป็นแค่นายทหารคนสนิท ที่เพิ่งเข้าประจำการเมื่อไม่นานนี้เองไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสเลน ทรอยาร์ด

 

สุดท้ายทั้งคู่ก็เป็นฝ่ายยอมแพ้เพราะถ้าคิดจะล้วงความลับจากคนอย่างอินาโฮะได้คงต้องเอาเครนมาง้างปากซะก่อนเขาถึงจะยอมพูด

 

อัสเซลัมนั่งซึมอยู่ในรถที่กำลังจะออกตัว พลันได้ยินเสียงเคาะกระจกก็เงยหน้าดู เธอเลื่อนกระจกลงแล้วรับกระดาษโน๊ตเล็กๆมาจากอินาโฮะ

 

“สัญญาเมื่อตอนนั้นผมยังไม่ลืมหรอกนะครับ เซลัมซัง”

 

เธอคลี่กระดาษในมือออกดูแล้วยิ้มกว้างทั้งน้ำตา มันเป็นน้ำตาที่ไม่ได้ไหลออกมาเพราะว่าเสียใจ แต่ที่ไหลออกมาเพราะความดีใจอย่างสุดซึ้ง

 

“ขอบคุณค่ะ อินาโฮะซัง ขอบคุณจริงๆค่ะ”

 

“ไม่เป็นไรครับ”

 

อินาโฮะยืนมองส่งรถที่ค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปจนลับตา พลางคิดในใจว่าภารกิจวันนี้ก็คงหมดแล้วสินะ แต่พอหันกลับมาก็เจอใครบางคนกำลังยืนทำหน้ามุ่ยอยู่ข้างหลังเขาพอดิบพอดี ชายหนุ่มยิ้มแล้วตบบ่าคนหน้ามุ่ยเบาๆ

 

“เอาหล่ะพวกเราก็กลับกันบ้างสิ สเตนาร์ท”

 

ทั้งคู่เดินตรงไปขึ้นรถฮัมวี่สีเขียว โดยมีสเตนาร์ทเป็นคนขับ

 

“เมื่อกี้ คุณแกล้งใช้ให้ผมนำทางให้องค์หญิงสินะ” ทหารหนุ่มบ่นอุบอิบขณะที่กำลังสตาร์ทรถ ส่วนอินาโฮะก็ขึ้นไปนั่งตรงที่นั่งข้างคนขับแล้วเปิดข้อมูลบางอย่างจากกำไลขอมือสีเงินของเขาขึ้นมาดูเหมือนไม่สนใจคนบ่น

 

 “ใช่ แถมตอนนั้นนายก็หัวใจเต้นเร็วน่าดูด้วย ตื่นเต้นรึไง?”

 

“เดี๋ยวนะ กำไลนั้นมันวัดได้ด้วยเหรอ ทำไมไม่เห็นมีเขียนบอกไว้เลย!”

 

สเตนาร์ทหันขวับกลับไม่มองคนข้างๆ กำไลสีเงินแวววาวฉายข้อมูลขึ้นกลางอากาศ ในนั้นมีข้อมูลทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ ความดัน ความเครียด และสภาพอารมณ์ของเขาขึ้นเต็มพรืดจนอยากจะบ่ายหน้าหนี

 

“มันเป็นฟังก์ชันพื้นฐานของอุปกรณ์อยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องบอก”

 

อินาโฮะเลื่อนข้อมูลดูต่อเรื่อยๆ แม้ตัวเขาอยากจะตะครุบแย่งแล้วปิดมันซะแต่ก็ทำไม่ได้เพราะกำลังขับรถอยู่

 

“ต้องบอกสิ! แบบนี้มันละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลชัดๆ”

 

“ไม่ได้ละเมิดซักหน่อย ถ้าเกิดนายบาดเจ็บหรือคิดจะฆ่าตัวตายขึ้นมาอีกมันจะได้แจ้งให้รู้ได้ทันทีต่างหาก”

 

“..อึก....แต่ยังไงมันก็...ก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวอยู่ดี...”

 

ดวงตาสีแดงที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวเหลือบมองคนที่อ้ำอึ้งเพราะไปต่อไม่ถูก บ่นงึมงำด้วยความเจ็บใจใส่พวงมาลัยรถ แต่เจ้าตัวจะรู้ไหมว่าเวลาพูดในรถแบบนี้แล้วเสียงมันจะก้องจนได้ยินชัดเจนเลยหล่ะ

 

“แต่ตอนนี้นายเป็นของฉันแล้ว คงไม่ถือว่าก้าวก่ายหรอกใช่ไหม สเลน?”

 

นัยน์สีฟ้าอมเขียวเหลือบมองอินาโฮะครู่หนึ่งก่อนจะเบนกลับไปที่ถนนตามเดิม

 

“เป็นคนบอกให้ผมใช้ชื่อ สเตนาร์ท เลย์รอยแท้ๆ”

 

เคยมีซักครั้งที่จะเถียงคนนี้ชนะเลยซักครั้ง นับตั้งแต่ที่เขาเริ่มใช้ชื่อ สเตนาร์ท เลย์รอย

 

 

 

2 สัปดาห์ก่อน

 

 

กำไลสีเงินแวววาวถูกใส่อยู่ในซองพลาสติกใสตั้งอยู่บนโต๊ะ ระหว่างเขาและอินาโฮะ

 

“มันคืออะไร”

 

“เครื่องติดตามและก็เป็นทั้งเครื่องควบคุมความประพฤติด้วย”

 

“จะให้ผมใส่ งั้นเหรอ?”

 

“ถ้านายต้องการ”

 

คำตอบที่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น สเลนขมวดคิ้วทำหน้าเครียดมองคนตรงหน้าที่ยังคงนิ่งเสมอต้นเสมอปลาย

 

“หมายความว่ายังไง?”

 

“มันคือสิ่งที่นายต้องเลือกเอง”

 

อินาโฮะหยิบตัวขุนสีดำที่เพิ่งถูกกินของสเลนออกมาตั้งใหม่ด้านหน้าอีกฝ่าย

 

“จะหยุดอยู่กับที่ในห้องสี่เหลี่ยมนี่ตลอดไป หรือ...”

 

กำไลสีเงินถูกเลื่อนขึ้นไปข้างตัวขุนสีดำ

 

“...จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ด้วยการยกอิสรภาพทั้งหมดของนายให้กับฉัน”

 

ตัวหมากสีดำ และกำไลสีเงิน

 

สเลนจ้องของสองสิ่งเงียบ ไม่มีซึ่งคำตอบใดๆ อินาโฮะคิดว่ามันคงเป็นเรื่องยากที่จะเลือกในทันทีเขาจึงลุกขึ้นและปล่อยให้สเลนได้ใช้ความคิดให้เต็มที

 

“เดี๋ยวก่อน”

 

เสียงเรียกแผ่วเบารั้งตัวเขาไว้ไม่ให้เปิดประตู เมื่อหันกลับไปก็เห็นอีกฝ่ายกำลังมองเขาด้วยแววตาเจ็บปวด ริมฝีปากบางนั้นขยับเอ่ยถาม

 

“ถ้าผมเริ่มต้นใหม่แล้วมันจะได้อะไร...”

 

อินาโฮะเดินกลับมาแล้วนั่งลงตรงหน้าสเลนอีกครั้ง

 

“ตัวผมที่เป็นฆาตกร ไม่ใช่ชาวดาวอังคารแถมยังทรยศโลก ยังมีอะไรเหลือให้เริ่มต้นใหม่อีก...”

 

“มีสิ”

 

“ไม่มี!” สเลนแย้งเสียงดัง

 

สเลนยื่นมือมาหมายจะหยิบขุนสีดำ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายแย่งออกไปจากมือซะดื้อๆ “ชีวิตไง”

 

เขาเอาหมากทั้งหมดมาเรียงใหม่อีกครั้ง

 

“ขอแค่ยังมีชีวิต จะเริ่มต้นใหม่อีกซักกี่ครั้งก็ได้ ก็เหมือนกับหมากรุก ขอแค่ยังมีตัวหมากจะเล่นใหม่อีกซักกี่ครั้งก็ได้”

 

สเลนมองหมากในกระดานแล้วคิดตามที่อินาโอะพูด 

 

“แล้วถ้าผมแพ้หล่ะ?”

 

“ถึงตอนนั้นฉันจะอยู่ข้างๆเอง จนกว่านายจะลุกขึ้นยืนได้ใหม่”

 

“เอาแต่ใจเกินไปแล้ว แบบนั้นมันก็เหมือนบังคับให้ผมเลือกที่จะเริ่มต้นใหม่อยู่ดีไม่ใช่รึไง”

 

“ก็ไม่คิดจะปล่อยให้นายเน่าตายอยู่ในนี้ตั้งแต่แรกแล้ว”

 

"หัวหมอเป็นบ้า..."

คำตอบที่เกินคาดทำให้สเลนหลุดหัวเราะเสียงดัง หลังจากที่ไม่ได้หัวเราะมานาน ถ้าเขาเป็นหมากสีดำ อินาโฮะก็คงเป็นหมากสีขาว ถึงเหมือนกันแต่ก็แตกต่าง ถึงจะเป็นศัตรูกันแต่ก็เข้าใจกันและกันมากกว่าใคร นี่อาจจะเป็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาสองมาตลอดเลยก็เป็นได้

 

สเลนเอื้อมไปหยิบกำไลสีเงิน แกะมันออกจากซองพลาสติกแล้วใส่ที่ข้อมือของเขา ครั้งนี้เขาจะเชื่อใจอินาโฮะซักครั้งถึงจะโดนหลอกก็ไม่เป็นไร เพราะต่อให้เขาโดนหลอกจริงๆเขาก็เชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่ปล่อยให้เขาต้องอยู่คนเดียวแน่นอน

 

 

 

“เออ สเลน กำไลนั่นไม่ได้ใส่ที่ข้อมือนะ”

 

 

 

จากวันนั้นก็ผ่านมา 2 สัปดาห์  สเลนนั่งลูบกำไลสีเงินที่ใส่อยู่ที่ข้อเท้าบนเตียงในบ้านที่เขาอยู่กับอินาโฮะสองคน

ใช่ อยู่กันสองคน

 

มันเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว 2 ห้องนอนพร้อมสวนๆเล็กที่กว้างพอให้พาสุนัขเดินเล่น ตั้งอยู่แถบชานเมือง ห่างไกลความวุ่นวายล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ

 

นั้นคือฉากหน้าที่มันเป็น

 

เพราะว่าจริงๆแล้วที่นี้คือที่ ‘กักบริเวณ’ ของนักโทษที่มีชื่อว่าสเลน ทรอยาร์ดต่างหาก กำไลเงินที่ติดอยู่ที่ข้อเท้าของเขาเป็นเครื่องส่งสัญญาณและเครื่องติดตาม เมื่อไหรที่เขาออกไปเกินเขตบ้านที่กำหนดไว้โดยที่ไม่รับการอนุญาตมันจะส่งสัญญาณเตือนและช็อตเขาด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูงในระดับที่ว่าทำให้เขาสลบได้ในทีเดียว และถ้าเขาไปฝืนแกะมันก็จะถูกช็อตทันทีเช่นกัน ช่างเป็นเครื่องประดับที่อันตรายซะจริง

 

สเลนดีดมันด้วยความหงุดหงิดเพราะนอกจากมันจะส่งสัญญาณบอกตำแหน่งไปยังกำไลมือที่อินาโฮะใส่ได้แล้ว เขาก็เพิ่งรู้วันนี้เองว่ามันสามารถส่งข้อมูลสภาพร่างกายเขาแบบละเอียดยิบให้กับอินาโฮะได้อีกด้วย

 

นี่คงเป็นหนึ่งในอิสรภาพที่ต้องยกให้เขาสินะ

 

“ไปดีดมันแบบนั้น เดี๋ยวก็ได้โดนช็อตหรอก”

 

อินาโฮะที่ถอดเสื้อนอกจนเหลือแต่เสื้อเชิ้ตยืนกอดอกอยู่หน้าประตูห้องที่เปิดอ้าซ่าไว้

 

“ก็มันคับนี้ ช่วยไม่ได้” สเลนชี้ให้อีกฝ่ายดูรอยแดงจางๆที่พาดอยู่รอบข้อเท้าของเขาเพราะถูกเสียดสี

 

อินาโฮะทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงข้างๆ

 

“ยื่นขามานี่สิเดี๋ยวจะแก้ขนาดให้”

 

สเลนยกขาขึ้นพาดบนตักอีกฝ่ายเพื่อที่จะแก้ขนาดกำไลที่ข้อเท้าได้ง่ายๆโดยไม่เขินอาย เพราะดื้อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เพียงแต่ถ้ามีใครมาเห็นพวกเขาทั้งสองคนตอนนี้คงพูดยากว่าตัวเขาเป็นนักโทษที่โดนกักบริเวณและอินาโฮะคือผู้ควบคุมความประพฤติของเขาตอนนี้ เพราะมันดูเหมือนว่าอินาโฮะเป็นคนรับใช้มากกว่าจะเป็นผู้คุมด้วยซ้ำ 

 

แต่เพื่อที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมต้องมอบอิสรภาพทั้งหมดของผมให้กับเขา

 

แรกสุดเลย ผมจะต้องใช้ชื่อสเตนาร์ท เลย์รอย แทนชื่อสเลน ทรอยาร์ด เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริง โชคดีที่มีคนรู้จักหน้าค่าตาของผมน้อย ทำให้การปลอมตัวเป็นไปได้ด้วยดี แม้ว่าเวลาที่อยู่กันสองคนเขาจะชอบเรียกผมว่า สเลน เป็นประจำก็เถอะ แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าโดนเรียกว่าค้างคาวหรือนกนางนวลเป็นไหนๆ

 

            ประการต่อมาผมต้องใส่กำไลข้อเท้านี่ตลอดเวลา ห้ามถอดเด็ดขาด แต่ถึงอยากถอดยังไงก็ถอดไม่ได้อยู่ดี โดยไอ้เจ้ากำไลนี่ก็ถูกตั้งโปรแกรมไว้แล้วว่า ห้ามผมออกจากเขตบ้านหลังนี้ ห้ามขึ้นขับหุ่นหรือถือครองอาวุธใดๆ และห้ามออกห่างจากตัวไคซึกะ อินาโฮะเกิน20เมตร ถ้าผมผ่าฝืนคำสั