EvaXIII View my profile

[Fic:KnB] Aokise - Never Smile Again -12- [End]

posted on 22 May 2015 03:19 by arty-alone directory Fiction
ในที่สุดก็ถึงตอนจบจนได้ T^T
 
ตอนนี้แต่งยากมาก แต่งๆหยุดๆหลายครั้งเหมือนไม่อยากให้จบ
 
แต่คิดว่าหลังจากเรื่องนี้จะมีตอนพิเศษต่อจากตอนนี้อีกนิดหน่อย + กับเรื่องใหม่ที่จะแต่ง ฟ้าไฟเหลืองอย่างที่บอกไว้ใน ผักกาดดดดดดดดดดดดด 
 
ตอนนี้จะเชื่อมกับตอนที่ [6-2] นิดหน่อย แนะนำว่าให้อ่านย้อนซักนิดแล้วจะรู้เรื่องยิ่งขึ้น
 
ขอให้สนุกกับการอ่านเช่นเคยนะค่ะ
 
 

-------------------------------------------------------

*เนื้อหาที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้เป็น Boy's Love อันเป็นจินตนาการส่วนตัวของเจ้าของบลอคเองไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาจริง ของKuroko on Basuke แต่ประการใด และKuroko on Basuke ก็ไม่ใช่การ์ตูน Y *

---------------------------------------------------------
 

-End-

 

“ฮัลโหลโมมิจจิเหรอ?”


 

“อืม ถึงแล้วหล่ะ”


“โอเคงั้นฉันจะรอตรงนี้นะ”


คิเสะกดวางสายแล้วยัดมือถือใส่กระเป๋ากางเกง สนามบาสสาธารณะตอนเช้าตรู่วันนี้ช่างดูเงียบเหงา เพราะคงไม่มีเด็กๆคนไหนขยันพอจะตื่นตั้งแต่เช้าในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์แบบนี้เพื่อมาเล่นบาสแน่ๆ แต่ที่เขามาที่นี้ตั้งแต่เช้าไม่ได้มาเพื่อเล่นบาสแต่เพราะเมื่อวานโมมิจจิก็โทรมาขอร้องให้เขาไปเป็นเพื่อนซื้อของโดยนัดเจอกันที่สนามบาสนี้ตอน 8 โมงเช้า ก็ไม่ได้สงสัยอะไรหรอก เพราะเดิมทีเขากับโมมิจจิก็ชอบออกไปซื้อของด้วยกันบ่อยๆ แต่ที่แปลกใจคือทำไมต้องมานัดเจอกันที่สนามบาสแบบนี้ด้วย

 

เขาเดินไปหยิบลูกบาสที่กลิ้งอยู่บนพื้นมาแล้วชู๊ตลงห่วงเพื่อฆ่าเวลา สนามบาสแห่งนี้เป็นสนามที่เขากับอาโอมิเนะมักจะมาดวลวันออนวันกันบ่อยๆเพราะมันใกล้กับบ้านของอาโอมิเนะมากที่สุด เพียงแค่เวลาไม่ถึงปีสนามแห่งนี้ที่เขายังเคยเล่นบาสด้วยรอยยิ้มกับอีกคนที่เขาถวิลหาก็กลายเป็นแค่ความฝันที่ไกลเกินเอื้อม หลังจากที่ชนะไฮซากิก็ใช่ว่าเขาจะไม่เห็นตอนที่อาโอมิเนะเดินมานั่งข้างๆคุโรโกะ แล้วความรู้สึกดีใจมันก็หายไปเองซะดื้อๆ ภาพของตัวเองที่ยิ้มร่าดีใจเพียงเพราะว่าได้เสียงเชียร์จากคนที่รอคอยมานาน จู่ๆมันก็กลายเป็นภาพของคนโง่ที่ถูกหลอกให้คาดหวังแล้วก็ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนรู้สึกเอื้อมระอากับตัวเอง

 

เจ็บแล้วไม่จำ


 

คงไม่มีคำไหนเหมาะไปมากกว่านี้แล้ว

 

ลูกสุดท้ายเขาใส่แรงมากไปทำให้มันกระดอนออกจากแป้น ลูกบาสกลิ้งไปหยุดอยู่ที่ขาของคนที่เพิ่งจะเดินเขาสนามมา คิเสะจึงตะโกนขอให้เขาเก็บลูกให้

 

“ขอโทษครับ ช่วยเก็.......อาโอมิเนจจิ?!”

 

“ไง” อาโอมิเนะก้มเก็บลูกบาสแล้วยื่นส่งให้แต่อีกฝ่ายกลับทำท่าทีกล้าๆกลัวไม่ยอมรับมันไปซักทีจนต้องเป็นฝ่ายยัดลูกบาสใส่มือแทน

 

“...มะ...มาเล่นบาสเหรอ?”

 

เพราะการปรากฏตัวแบบกะทันหันของคนที่เขาไม่คาดคิดทำให้เขาตั้งสติทำอะไรแทบไม่ถูกเลยถามคำถามไปแบบโง่ๆอย่างเผลอตัว

 

“เปล่า ฉันมาหานาย”

 

“อะไรนะ!?” คิเสะตะครุบปิดปากตัวเองแทบไม่ทัน แค่อาโอมิเนะมายืนตรงนี้ก็น่าตกใจมากพอแล้ว แต่ยิ่งมาบอกว่ามาเพื่อพบเขามันยิ่งกว่าฝันกลางวันเลยด้วยซ้ำ

 

“ล้อกันเล่นรึเปล่าเนี้ย อาโอมิเนจจิ”

 

“ฉันไม่ได้ล้อเล่น คนที่บอกให้ซัทสึกินัดนายมาที่นี่ก็คือฉันเอง”

 

ว่าแล้วอาโอมิเนะก็ล้วงเอาโทรศัพท์เปิดเมลล์ที่เพิ่งส่งเข้ามาเมื่อ 5 นาทีที่แล้วให้คิเสะดู

 

 ‘คีจังถึงที่นัดไว้แล้วจ้าไดจัง’


คิเสะแทบจะไม่เชื่อสายตาเมลล์นั้นถูกส่งมาจากโมโมอิจริงๆ ซึ่งก็หมายความว่าเขาถูกเธอหลอกให้มาพบกับอาโอมิเนะตั้งแต่แรกแล้ว

 

คิเสะหันมองคนที่กำลังเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย และหนึ่งในคำถามที่รู้สึกสะกิดใจเขามากที่สุดก็คือ

 

ทำไปเพื่ออะไร?


เรื่องระหว่างพวกเขาสองคนมันมีมากมายเหลือเกิน เดาไม่ออกเลยจริงๆว่าที่เขาต้องการพบผมวันนี้มันเพราะอะไรกันแน่ แต่เพราะบทเรียนที่เขาเพิ่งได้รับมาจากตอนแข่งกับไฮซากิ ทำให้เขาเลือกที่จะไม่คาดหวังอะไรกับการกระทำครั้งนี้

 

“ต้องการอะไร”

 

“ฉันแค่อยากคุยกับนายให้รู้เรื่อง”

 

“งั้นก็รีบๆพูดมาสิ” จะได้รีบจบๆมันซักที

 

“เรื่องที่นายพูดเมื่อตอนฝนตกตอนนั้น...”

 

“...”

 

“...ถึงตอนนี้นายก็ยังยืนยันคำเดิมอยู่รึเปล่า?”

 

 

 

เพราะงั้นจะใช้ฉันเป็นตัวแทนคุโรโกะก็ได้นะ...


 

 

 

อย่างนี้นี่เอง

 

อาโอมิเนะคงจะยังคิดถึงคุโรโกะอยู่สินะ ถึงกระทั่งยอมใช้ฉันเป็นตัวแทนทั้งๆที่ตอนนั้นปฏิเสธเสียงแข็งขนาดนั้นแท้ๆ

 

 

 

ทุกเรื่องที่นายแคร์เป็นเพราะคุโรโกะ



ทุกสิ่งที่นายทำเป็นเพราะคุโรโกะ

 

 


ทุกเรื่องที่นายสนใจเป็นเพราะคุโรโกะ


 

 


จะมีซักครั้งไหมที่นายจะทำเพราะ....ฉัน


 

 


ประโยคที่พร่ำดังก้องไปมาในสมองเหมือนคำสาปที่คอยจะกัดกินร่างกาย ประโยคที่เขาอยากจะคุกเข่าตะโกนขอร้องแทบเท้าคนตรงหน้า ประโยคที่ทำให้เขาเป็นเหมือนคนบ้า

 

“คิเสะ...?”

 

เสียงที่เขาเรียกชื่อช่างฟังดูนุ่มนวล ทั้งที่เคยปรารถนาให้อีกฝ่ายเรียกชื่อแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วแต่กลับไม่รู้สึกดีซักนิดเลยที่ได้ยินในตอนนี้

 

“...พอเถอะ”

 

 

“ถ้าคิดจะมาทำให้ฉันดูน่าสมเพชก็สมใจนายแล้ว เพราะงั้นพอซักที!!”

 

คิเสะปาลูกบาสอัดใส่หน้าอีกฝ่ายเต็มแรงแล้วรีบวิ่งหนีจากไป หนีไปจากอาโอมิเนะให้เร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เพราะตอนนี้เขาทนไม่ไหวอีกแล้วกับสิ่งที่อีกฝ่ายทำ

 

“เดี๋ยว...คิเสะ!”

 

มาทำให้คาดหวัง แล้วก็ผิดหวังซ้ำๆซากๆ ไม่เอาอีกแล้ว

 

 

 

 

 

อีกไม่กี่เมตรก็จะถึงเลี้ยวที่ผ่านหน้าบ้านอาโอมิเนะ ถึงจะไม่อยากผ่านมาทางนี้แต่ถ้าไม่ใช่ทางนี้แล้วหล่ะก็คงต้องอ้อมอีกไกลกว่าจะถึงป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุด ถ้าแบบนั้นเขาคงหนีอาโอมิเนะไม่พ้น คิเสะกัดฟันวิ่งเต็มแรงเพื่อจะผ่านมันให้เร็วที่สุดแต่กลับชนกับชายที่ยืนอยู่ตรงหัวมุมเข้าอย่างจัง

 

“ขอโทษครับ ผมกำลังรีบ...”

 

คิเสะรีบก้มหัวขอโทษอีกฝ่ายโดยไม่ทันได้มองหน้า แต่พอเขาขยับตัวลุกขึ้นจะวิ่งต่อก็ถูกชายคนนั้นดึงแขนรั้งเอาไว้แทน

 

 

“ไม่นึกเลยว่ามาดักรอเจ้าไดกิที่บ้านแล้วจะได้ของดีอย่างอื่นแทน”

 

 

“ไฮซากิ!!”

 

 

ไฮซากิใส่เสื้อแขนยาวคลุมฮู้ดสีเขียว บริเวณใบหน้านั้นปูดโปนและเขียวช้ำจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม แต่ทรงผมและน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้คิเสะจำได้ในทันที

 

“ไงเรียวตะ” ไม่พูดพร่ำทำเพลงไฮซากิเปลี่ยนจากแขนมาคว้าคอของคิเสะแล้วเหวี่ยงเข้ากับผนังเต็มแรง

 

“แค่ก..ทะ....ทำไม..”

 

“ทำไมน่ะเหรอ? นั้นสิเมื่อวานแกไม่ได้ร่วมแจมด้วยนี่นะเรียวตะ”

 

ไฮซากิเหวี่ยงหมัดใส่คิเสะจนหน้าหัน ความทรงจำอันโหดร้ายเริ่มย้อนกลับมาหลอกหลอนเป็นฉากๆ ภาพหมัดแข็งๆที่กระหน่ำใส่หน้าเขาซ้ำๆจนเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด บวกรสเลือดที่แผ่ซานไปทั่วปากยิ่งทำให้มันเด่นชัดขึ้น

 

“นี่ถือเป็นดอกเบี้ยของเมื่อวานก็แล้วกัน อันที่จริงฉันก็กะจะคิดบัญชีนายตั้งแต่เมื่อวานอยู่แล้วแต่โดนไอ้บ้าไดกิมาขวางซะได้...”

 

ไฮซากิที่ใบหน้าฟกช้ำโดยที่เขาไม่ทราบสาเหตุตบหน้าเขาไปมาพลางบ่นอุบอิบในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจถึงเรื่องเมื่อวาน เขาไม่เข้าว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วอาโอมิเนะไปเกี่ยวอะไรด้วย?

 

“...แถมหมอนั้นยังมาทำมือถือฉันพังอีกด้วย แต่น่าเสียดายนะที่รูปมันยังอยู่ แต่ก็นะไหนๆก็เจอแกแล้วถ้าจะขอถ่ายเพิ่มคงไม่ว่ากันนะ เรียวตะ” เขาชูมือถือเครื่องใหม่เงาวับในสภาพที่เพิ่งแกะจากกล่องแล้วเปิดภาพที่ถูกบันทึกไว้ในเมล์บ็อกขึ้นมา

 

รูปที่ไฮซากิใช้แบล็กเมล์เขา

 

คิเสะเบิกตากว้างมองรูปภาพนั้นด้วยความอับอาย ภาพความทรงจำอันเลวร้ายผุดขึ้นมาราวกับตาน้ำจนเขาแทบหายใจไม่ออก อ่อนแอได้แต่หวาดกลัว อดทนกับความอับอาย เพราะตัวตนของไฮซากิได้กลายเป็นอะไรที่น่าพรั่นพรึงสำหรับเขาไปแล้ว

 

กลัว...

 

คิเสะสั่นไปทั้งตัวแต่ยิ่งทำให้ไฮซากิแสยะยิ้มมากขึ้น การที่ได้เห็นเหยื่อที่ดิ้นรนหนีไปไหนไม่ได้อยู่ในกำมือคงเป็นอะไรที่มีความสุขที่สุดของเขาแล้วหล่ะมั้ง

 

“แต่ไดกิก็โง่ชะมัด ถือจะพังมือถือไปแต่ข้อมูลมันก็ยังเหลืออยู่ดี จริงไหม?”

 

 

 

 

“เออ ขอบใจที่บอก”

 

อาโอมิเนะที่วิ่งตามมากระชากไฮซากิให้ออกห่างจากตัวคิเสะแล้วเงื้อหมัดซัดใส่ทันที มือถือเครื่องหรูหล่นอยู่แทบเท้า อาโอมิเนะหยิบมันขึ้นมาแล้วกดลบรูปภาพออกจากเมล์บ็อกจากนั้นเขวี้ยงมันทิ้งลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี

 

“แล้วก็ขอบใจไอ้นิสัยชอบพล่ามของแกด้วย คร่าวนี้คงไม่มีรูปเหลืออีกแล้วสินะ”

 

“แม่งเอ้ย แกอีกแล้วเหรอว่ะ ไดกิ!”

 

ไฮซากิยันตัวลุกขึ้นด้วยความลำบากเพราะแผลเก่าจากเมื่อวานทำให้เขาทรงตัวยืนแทบไม่อยู่แต่ก็ยังทำตัวปากเก่งเพราะทิฐิและความหัวรั้นที่มีเป็นทุนเดิม

 

“แกต่างหาก แค่เมื่อวานยังไม่เข็ดอีกรึไงไฮซากิ?”

 

“เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับแกไดกิ หลบไปซะ!”

 

“เกี่ยวสิ ตราบใดที่แกยังจ้องจะหาเรื่องคิเสะ ฉันคนนี้นี่แหละที่จะคอยตั๊นหน้าแกให้หงายเหมือนวันนี้”

 

ถึงไฮซากิจะปากเก่งชอบหาเรื่องคนอื่นไปทั่วแต่ถ้าเทียบกันเรื่องต่อยตีล้วนๆแล้วอาโอมิเนะเก่งกว่าเขาหลายเท่า ถ้าเกิดต้องตั้งตัวเป็นศัตรูกับอาโอมิเนะจริงๆคงไม่ใช่เรื่องดีกับเขาซักเท่าไหร

 

ไฮซากิเหล่มองอีกคนที่อยู่ข้างหลังอาโอมิเนะด้วยความเจ็บใจทั้งที่อยากจะเข้าไปอัดอีกซักหมัดสองหมัดแต่ก็ทำไม่ได้เพราะไอ้คนที่ยืนขวางอยู่ข้างหน้า

 

“ถือว่าแกโชคดีนะเรียวตะ ที่มีคนค่อยคุ้มกะลาหัว เพราะงั้นฉันจะปล่อยไปก็ได้”

 

“รีบไสหัวไปได้แล้ว! ฉันคงไม่มีความอดทนพอที่จะฟังแกพ่นน้ำลายอยู่ตรงนี้นะ”

 

 

 

 

อาโอมิเนะมองจนไฮซากิเดินหายลับไปจึงจะคลายความระแวง แต่พอหันกลับมาก็เจอคิเสะที่นั่งคดคู้ตัวสั่นพอพยายามจะเข้าไปพยุงก็ถูกปัดมืออกทันที ริมฝีปากสวยเอาแต่พึมพำซ้ำไปซ้ำมาเหมือนคนไม่มีสติ พอมาคิดดูแล้วสิ่งที่ไฮซากิทำกับคิเสะก็โหดร้ายเกินให้อภัย ไม่แปลกใจเลยที่มันจะกลายเป็นแผลฝังใจคิเสะแบบนี้ เขาไม่รู้จะทำยังไงให้อีกฝ่ายหายสั่น เลยดึงร่างบางนั้นเข้ามากอดอย่างจนปัญญา

 

“ไม่เป็นไรแล้วนะคิเสะ”

 

“อย่างกับฝันแนะ....” คิเสะเอียงซบกับบ่าอีกฝ่ายเพื่อซ่อนน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะความกลัวเมื่อครู่

 

"อะไรที่ว่าฝัน?"

 

“...ก็ที่อาโอมิเนะใจดีกับฉันแบบนี้”

 

อาโอมิเนะไม่ตอบโต้อะไร เพราะมันก็ถูกอย่างที่คิเสะว่า เขาไม่เคยที่จะทำดีกับคนๆนี้เลยจนมากระทั่งวันนี้

 

“เห็นรูปนั้นแล้วสินะ อาโอมิเนจจิ”

 

ร่างสูงพยักหน้าให้แทนคำตอบแล้วปล่อยให้คิเสะพูดต่อไป

 

“เพราะอย่างนั้นนายเลยรู้สึกสงสารฉันสินะ”

 

เขาอยากจะตะโกนออกไปว่ามันไม่ใช่อย่างที่นายคิด ถ้าไม่ใช่เพราะว่าส่วนหนึ่งตัวเขาเองก็ไม่เคยคิดที่จะมองคิเสะอย่างจริงๆจังๆจนกระทั่งมา