EvaXIII View my profile

[Fic:KnB] Aokise - Never Smile Again -12- [End]

posted on 22 May 2015 03:19 by arty-alone directory Fiction
ในที่สุดก็ถึงตอนจบจนได้ T^T
 
ตอนนี้แต่งยากมาก แต่งๆหยุดๆหลายครั้งเหมือนไม่อยากให้จบ
 
แต่คิดว่าหลังจากเรื่องนี้จะมีตอนพิเศษต่อจากตอนนี้อีกนิดหน่อย + กับเรื่องใหม่ที่จะแต่ง ฟ้าไฟเหลืองอย่างที่บอกไว้ใน ผักกาดดดดดดดดดดดดด 
 
ตอนนี้จะเชื่อมกับตอนที่ [6-2] นิดหน่อย แนะนำว่าให้อ่านย้อนซักนิดแล้วจะรู้เรื่องยิ่งขึ้น
 
ขอให้สนุกกับการอ่านเช่นเคยนะค่ะ
 
 

-------------------------------------------------------

*เนื้อหาที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้เป็น Boy's Love อันเป็นจินตนาการส่วนตัวของเจ้าของบลอคเองไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาจริง ของKuroko on Basuke แต่ประการใด และKuroko on Basuke ก็ไม่ใช่การ์ตูน Y *

---------------------------------------------------------
 

-End-

 

“ฮัลโหลโมมิจจิเหรอ?”


 

“อืม ถึงแล้วหล่ะ”


“โอเคงั้นฉันจะรอตรงนี้นะ”


คิเสะกดวางสายแล้วยัดมือถือใส่กระเป๋ากางเกง สนามบาสสาธารณะตอนเช้าตรู่วันนี้ช่างดูเงียบเหงา เพราะคงไม่มีเด็กๆคนไหนขยันพอจะตื่นตั้งแต่เช้าในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์แบบนี้เพื่อมาเล่นบาสแน่ๆ แต่ที่เขามาที่นี้ตั้งแต่เช้าไม่ได้มาเพื่อเล่นบาสแต่เพราะเมื่อวานโมมิจจิก็โทรมาขอร้องให้เขาไปเป็นเพื่อนซื้อของโดยนัดเจอกันที่สนามบาสนี้ตอน 8 โมงเช้า ก็ไม่ได้สงสัยอะไรหรอก เพราะเดิมทีเขากับโมมิจจิก็ชอบออกไปซื้อของด้วยกันบ่อยๆ แต่ที่แปลกใจคือทำไมต้องมานัดเจอกันที่สนามบาสแบบนี้ด้วย

 

เขาเดินไปหยิบลูกบาสที่กลิ้งอยู่บนพื้นมาแล้วชู๊ตลงห่วงเพื่อฆ่าเวลา สนามบาสแห่งนี้เป็นสนามที่เขากับอาโอมิเนะมักจะมาดวลวันออนวันกันบ่อยๆเพราะมันใกล้กับบ้านของอาโอมิเนะมากที่สุด เพียงแค่เวลาไม่ถึงปีสนามแห่งนี้ที่เขายังเคยเล่นบาสด้วยรอยยิ้มกับอีกคนที่เขาถวิลหาก็กลายเป็นแค่ความฝันที่ไกลเกินเอื้อม หลังจากที่ชนะไฮซากิก็ใช่ว่าเขาจะไม่เห็นตอนที่อาโอมิเนะเดินมานั่งข้างๆคุโรโกะ แล้วความรู้สึกดีใจมันก็หายไปเองซะดื้อๆ ภาพของตัวเองที่ยิ้มร่าดีใจเพียงเพราะว่าได้เสียงเชียร์จากคนที่รอคอยมานาน จู่ๆมันก็กลายเป็นภาพของคนโง่ที่ถูกหลอกให้คาดหวังแล้วก็ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนรู้สึกเอื้อมระอากับตัวเอง

 

เจ็บแล้วไม่จำ


 

คงไม่มีคำไหนเหมาะไปมากกว่านี้แล้ว

 

ลูกสุดท้ายเขาใส่แรงมากไปทำให้มันกระดอนออกจากแป้น ลูกบาสกลิ้งไปหยุดอยู่ที่ขาของคนที่เพิ่งจะเดินเขาสนามมา คิเสะจึงตะโกนขอให้เขาเก็บลูกให้

 

“ขอโทษครับ ช่วยเก็.......อาโอมิเนจจิ?!”

 

“ไง” อาโอมิเนะก้มเก็บลูกบาสแล้วยื่นส่งให้แต่อีกฝ่ายกลับทำท่าทีกล้าๆกลัวไม่ยอมรับมันไปซักทีจนต้องเป็นฝ่ายยัดลูกบาสใส่มือแทน

 

“...มะ...มาเล่นบาสเหรอ?”

 

เพราะการปรากฏตัวแบบกะทันหันของคนที่เขาไม่คาดคิดทำให้เขาตั้งสติทำอะไรแทบไม่ถูกเลยถามคำถามไปแบบโง่ๆอย่างเผลอตัว

 

“เปล่า ฉันมาหานาย”

 

“อะไรนะ!?” คิเสะตะครุบปิดปากตัวเองแทบไม่ทัน แค่อาโอมิเนะมายืนตรงนี้ก็น่าตกใจมากพอแล้ว แต่ยิ่งมาบอกว่ามาเพื่อพบเขามันยิ่งกว่าฝันกลางวันเลยด้วยซ้ำ

 

“ล้อกันเล่นรึเปล่าเนี้ย อาโอมิเนจจิ”

 

“ฉันไม่ได้ล้อเล่น คนที่บอกให้ซัทสึกินัดนายมาที่นี่ก็คือฉันเอง”

 

ว่าแล้วอาโอมิเนะก็ล้วงเอาโทรศัพท์เปิดเมลล์ที่เพิ่งส่งเข้ามาเมื่อ 5 นาทีที่แล้วให้คิเสะดู

 

 ‘คีจังถึงที่นัดไว้แล้วจ้าไดจัง’


คิเสะแทบจะไม่เชื่อสายตาเมลล์นั้นถูกส่งมาจากโมโมอิจริงๆ ซึ่งก็หมายความว่าเขาถูกเธอหลอกให้มาพบกับอาโอมิเนะตั้งแต่แรกแล้ว

 

คิเสะหันมองคนที่กำลังเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย และหนึ่งในคำถามที่รู้สึกสะกิดใจเขามากที่สุดก็คือ

 

ทำไปเพื่ออะไร?


เรื่องระหว่างพวกเขาสองคนมันมีมากมายเหลือเกิน เดาไม่ออกเลยจริงๆว่าที่เขาต้องการพบผมวันนี้มันเพราะอะไรกันแน่ แต่เพราะบทเรียนที่เขาเพิ่งได้รับมาจากตอนแข่งกับไฮซากิ ทำให้เขาเลือกที่จะไม่คาดหวังอะไรกับการกระทำครั้งนี้

 

“ต้องการอะไร”

 

“ฉันแค่อยากคุยกับนายให้รู้เรื่อง”

 

“งั้นก็รีบๆพูดมาสิ” จะได้รีบจบๆมันซักที

 

“เรื่องที่นายพูดเมื่อตอนฝนตกตอนนั้น...”

 

“...”

 

“...ถึงตอนนี้นายก็ยังยืนยันคำเดิมอยู่รึเปล่า?”

 

 

 

เพราะงั้นจะใช้ฉันเป็นตัวแทนคุโรโกะก็ได้นะ...


 

 

 

อย่างนี้นี่เอง

 

อาโอมิเนะคงจะยังคิดถึงคุโรโกะอยู่สินะ ถึงกระทั่งยอมใช้ฉันเป็นตัวแทนทั้งๆที่ตอนนั้นปฏิเสธเสียงแข็งขนาดนั้นแท้ๆ

 

 

 

ทุกเรื่องที่นายแคร์เป็นเพราะคุโรโกะ



ทุกสิ่งที่นายทำเป็นเพราะคุโรโกะ

 

 


ทุกเรื่องที่นายสนใจเป็นเพราะคุโรโกะ


 

 


จะมีซักครั้งไหมที่นายจะทำเพราะ....ฉัน


 

 


ประโยคที่พร่ำดังก้องไปมาในสมองเหมือนคำสาปที่คอยจะกัดกินร่างกาย ประโยคที่เขาอยากจะคุกเข่าตะโกนขอร้องแทบเท้าคนตรงหน้า ประโยคที่ทำให้เขาเป็นเหมือนคนบ้า

 

“คิเสะ...?”

 

เสียงที่เขาเรียกชื่อช่างฟังดูนุ่มนวล ทั้งที่เคยปรารถนาให้อีกฝ่ายเรียกชื่อแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วแต่กลับไม่รู้สึกดีซักนิดเลยที่ได้ยินในตอนนี้

 

“...พอเถอะ”

 

 

“ถ้าคิดจะมาทำให้ฉันดูน่าสมเพชก็สมใจนายแล้ว เพราะงั้นพอซักที!!”

 

คิเสะปาลูกบาสอัดใส่หน้าอีกฝ่ายเต็มแรงแล้วรีบวิ่งหนีจากไป หนีไปจากอาโอมิเนะให้เร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เพราะตอนนี้เขาทนไม่ไหวอีกแล้วกับสิ่งที่อีกฝ่ายทำ

 

“เดี๋ยว...คิเสะ!”

 

มาทำให้คาดหวัง แล้วก็ผิดหวังซ้ำๆซากๆ ไม่เอาอีกแล้ว

 

 

 

 

 

อีกไม่กี่เมตรก็จะถึงเลี้ยวที่ผ่านหน้าบ้านอาโอมิเนะ ถึงจะไม่อยากผ่านมาทางนี้แต่ถ้าไม่ใช่ทางนี้แล้วหล่ะก็คงต้องอ้อมอีกไกลกว่าจะถึงป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุด ถ้าแบบนั้นเขาคงหนีอาโอมิเนะไม่พ้น คิเสะกัดฟันวิ่งเต็มแรงเพื่อจะผ่านมันให้เร็วที่สุดแต่กลับชนกับชายที่ยืนอยู่ตรงหัวมุมเข้าอย่างจัง

 

“ขอโทษครับ ผมกำลังรีบ...”

 

คิเสะรีบก้มหัวขอโทษอีกฝ่ายโดยไม่ทันได้มองหน้า แต่พอเขาขยับตัวลุกขึ้นจะวิ่งต่อก็ถูกชายคนนั้นดึงแขนรั้งเอาไว้แทน

 

 

“ไม่นึกเลยว่ามาดักรอเจ้าไดกิที่บ้านแล้วจะได้ของดีอย่างอื่นแทน”

 

 

“ไฮซากิ!!”

 

 

ไฮซากิใส่เสื้อแขนยาวคลุมฮู้ดสีเขียว บริเวณใบหน้านั้นปูดโปนและเขียวช้ำจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม แต่ทรงผมและน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้คิเสะจำได้ในทันที

 

“ไงเรียวตะ” ไม่พูดพร่ำทำเพลงไฮซากิเปลี่ยนจากแขนมาคว้าคอของคิเสะแล้วเหวี่ยงเข้ากับผนังเต็มแรง

 

“แค่ก..ทะ....ทำไม..”

 

“ทำไมน่ะเหรอ? นั้นสิเมื่อวานแกไม่ได้ร่วมแจมด้วยนี่นะเรียวตะ”

 

ไฮซากิเหวี่ยงหมัดใส่คิเสะจนหน้าหัน ความทรงจำอันโหดร้ายเริ่มย้อนกลับมาหลอกหลอนเป็นฉากๆ ภาพหมัดแข็งๆที่กระหน่ำใส่หน้าเขาซ้ำๆจนเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด บวกรสเลือดที่แผ่ซานไปทั่วปากยิ่งทำให้มันเด่นชัดขึ้น

 

“นี่ถือเป็นดอกเบี้ยของเมื่อวานก็แล้วกัน อันที่จริงฉันก็กะจะคิดบัญชีนายตั้งแต่เมื่อวานอยู่แล้วแต่โดนไอ้บ้าไดกิมาขวางซะได้...”

 

ไฮซากิที่ใบหน้าฟกช้ำโดยที่เขาไม่ทราบสาเหตุตบหน้าเขาไปมาพลางบ่นอุบอิบในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจถึงเรื่องเมื่อวาน เขาไม่เข้าว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วอาโอมิเนะไปเกี่ยวอะไรด้วย?

 

“...แถมหมอนั้นยังมาทำมือถือฉันพังอีกด้วย แต่น่าเสียดายนะที่รูปมันยังอยู่ แต่ก็นะไหนๆก็เจอแกแล้วถ้าจะขอถ่ายเพิ่มคงไม่ว่ากันนะ เรียวตะ” เขาชูมือถือเครื่องใหม่เงาวับในสภาพที่เพิ่งแกะจากกล่องแล้วเปิดภาพที่ถูกบันทึกไว้ในเมล์บ็อกขึ้นมา

 

รูปที่ไฮซากิใช้แบล็กเมล์เขา

 

คิเสะเบิกตากว้างมองรูปภาพนั้นด้วยความอับอาย ภาพความทรงจำอันเลวร้ายผุดขึ้นมาราวกับตาน้ำจนเขาแทบหายใจไม่ออก อ่อนแอได้แต่หวาดกลัว อดทนกับความอับอาย เพราะตัวตนของไฮซากิได้กลายเป็นอะไรที่น่าพรั่นพรึงสำหรับเขาไปแล้ว

 

กลัว...

 

คิเสะสั่นไปทั้งตัวแต่ยิ่งทำให้ไฮซากิแสยะยิ้มมากขึ้น การที่ได้เห็นเหยื่อที่ดิ้นรนหนีไปไหนไม่ได้อยู่ในกำมือคงเป็นอะไรที่มีความสุขที่สุดของเขาแล้วหล่ะมั้ง

 

“แต่ไดกิก็โง่ชะมัด ถือจะพังมือถือไปแต่ข้อมูลมันก็ยังเหลืออยู่ดี จริงไหม?”

 

 

 

 

“เออ ขอบใจที่บอก”

 

อาโอมิเนะที่วิ่งตามมากระชากไฮซากิให้ออกห่างจากตัวคิเสะแล้วเงื้อหมัดซัดใส่ทันที มือถือเครื่องหรูหล่นอยู่แทบเท้า อาโอมิเนะหยิบมันขึ้นมาแล้วกดลบรูปภาพออกจากเมล์บ็อกจากนั้นเขวี้ยงมันทิ้งลงกับพื้นอย่างไม่ใยดี

 

“แล้วก็ขอบใจไอ้นิสัยชอบพล่ามของแกด้วย คร่าวนี้คงไม่มีรูปเหลืออีกแล้วสินะ”

 

“แม่งเอ้ย แกอีกแล้วเหรอว่ะ ไดกิ!”

 

ไฮซากิยันตัวลุกขึ้นด้วยความลำบากเพราะแผลเก่าจากเมื่อวานทำให้เขาทรงตัวยืนแทบไม่อยู่แต่ก็ยังทำตัวปากเก่งเพราะทิฐิและความหัวรั้นที่มีเป็นทุนเดิม

 

“แกต่างหาก แค่เมื่อวานยังไม่เข็ดอีกรึไงไฮซากิ?”

 

“เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับแกไดกิ หลบไปซะ!”

 

“เกี่ยวสิ ตราบใดที่แกยังจ้องจะหาเรื่องคิเสะ ฉันคนนี้นี่แหละที่จะคอยตั๊นหน้าแกให้หงายเหมือนวันนี้”

 

ถึงไฮซากิจะปากเก่งชอบหาเรื่องคนอื่นไปทั่วแต่ถ้าเทียบกันเรื่องต่อยตีล้วนๆแล้วอาโอมิเนะเก่งกว่าเขาหลายเท่า ถ้าเกิดต้องตั้งตัวเป็นศัตรูกับอาโอมิเนะจริงๆคงไม่ใช่เรื่องดีกับเขาซักเท่าไหร

 

ไฮซากิเหล่มองอีกคนที่อยู่ข้างหลังอาโอมิเนะด้วยความเจ็บใจทั้งที่อยากจะเข้าไปอัดอีกซักหมัดสองหมัดแต่ก็ทำไม่ได้เพราะไอ้คนที่ยืนขวางอยู่ข้างหน้า

 

“ถือว่าแกโชคดีนะเรียวตะ ที่มีคนค่อยคุ้มกะลาหัว เพราะงั้นฉันจะปล่อยไปก็ได้”

 

“รีบไสหัวไปได้แล้ว! ฉันคงไม่มีความอดทนพอที่จะฟังแกพ่นน้ำลายอยู่ตรงนี้นะ”

 

 

 

 

อาโอมิเนะมองจนไฮซากิเดินหายลับไปจึงจะคลายความระแวง แต่พอหันกลับมาก็เจอคิเสะที่นั่งคดคู้ตัวสั่นพอพยายามจะเข้าไปพยุงก็ถูกปัดมืออกทันที ริมฝีปากสวยเอาแต่พึมพำซ้ำไปซ้ำมาเหมือนคนไม่มีสติ พอมาคิดดูแล้วสิ่งที่ไฮซากิทำกับคิเสะก็โหดร้ายเกินให้อภัย ไม่แปลกใจเลยที่มันจะกลายเป็นแผลฝังใจคิเสะแบบนี้ เขาไม่รู้จะทำยังไงให้อีกฝ่ายหายสั่น เลยดึงร่างบางนั้นเข้ามากอดอย่างจนปัญญา

 

“ไม่เป็นไรแล้วนะคิเสะ”

 

“อย่างกับฝันแนะ....” คิเสะเอียงซบกับบ่าอีกฝ่ายเพื่อซ่อนน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะความกลัวเมื่อครู่

 

"อะไรที่ว่าฝัน?"

 

“...ก็ที่อาโอมิเนะใจดีกับฉันแบบนี้”

 

อาโอมิเนะไม่ตอบโต้อะไร เพราะมันก็ถูกอย่างที่คิเสะว่า เขาไม่เคยที่จะทำดีกับคนๆนี้เลยจนมากระทั่งวันนี้

 

“เห็นรูปนั้นแล้วสินะ อาโอมิเนจจิ”

 

ร่างสูงพยักหน้าให้แทนคำตอบแล้วปล่อยให้คิเสะพูดต่อไป

 

“เพราะอย่างนั้นนายเลยรู้สึกสงสารฉันสินะ”

 

เขาอยากจะตะโกนออกไปว่ามันไม่ใช่อย่างที่นายคิด ถ้าไม่ใช่เพราะว่าส่วนหนึ่งตัวเขาเองก็ไม่เคยคิดที่จะมองคิเสะอย่างจริงๆจังๆจนกระทั่งมาได้รู้เรื่องนี้ เหมือนกับรอยแผลเป็นที่โชโงะทำ ครั้งนึงคิเสะมาเข้าชมรมทั้งที่ผ้าพันแผลเต็มตัวพร้อมด้วยรอยแผลใหญ่เย็บ 7 เข็มบนหัว เขารู้มาตลอดแต่ไม่เคยสงสัยว่ามันเกิดจากอะไรและเพราะใคร ตัวเขาที่เย็นชาและเมินเฉยกับคิเสะจนทำให้ต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ เพราะงั้นไอ้ครั่นจะพูดไปว่าที่เขาทำตอนนี้ไม่ใช่ความสงสารทั้งหมดมันก็ดูเหมือนจะเป็นการโกหกซะเปล่าๆ

 

“ฉันมันโง่เอง ทั้งที่โดนทำถึงขนาดนั้นแต่ก็ยังดิ้นรนที่จะเล่นบาสต่อ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวจะเชื่อมฉันกับนายไว้ได้”

 

“.....” อาโอมิเนะยังคงนิ่งเงียบเพราะเขารู้ว่าทุกสิ่งที่พูดมาเป็นเพราะเขาทั้งหมดไม่ใช่ใครอื่นเลยนอกจากเขาคนเดียว แทบจะผิดมากกว่าไฮซากิด้วยซ้ำ

 

“นี่...อาโอมิเนจจิ ทำไมไม่ด่าฉันว่าไอ้โง่ หรือไอ้งี่เง่าคิเสะเหมือนอย่างเคยหล่ะ มันไม่ใช่ความผิดนายซักหน่อย” คิเสะที่หยุดสั่นแล้วขยับผละออกจากเขาแล้วจ้องมองเขาด้วยนัยน์ตาที่ยังมีน้ำตาเอ่อคลอเบ้า ริมฝีปากสวยนั้นพยายามเค้นรอยยิ้มออกมาแม้ดูเหมือนกัดฟันมากกว่ายิ้ม ทั้งที่ตัวเองกลัวถึงขนาดนั้นก็ยังพยายามปลอบฉัน ปลอบคนที่ทำร้ายนายมาตลอด

 

“มานี่สิ คิเสะ”

 

คิเสะเดินตามแรงฉุดที่อีกฝ่ายดึง แต่ในใจนั้นลอยล่องไปเรื่อย

 

คิดว่าที่อาโอมิเนะกำลังใจดีกับเขาแบบนี้เป็นเพราะเขาเป็น “ตัวแทนคุโรโกะ” ไปแล้วรึเปล่า

 

พวกเขาเดินกลับมาที่สนามบาสที่เดิม ที่ใช้เป็นจุดนัดในตอนแรก อาโอมิเนะเดินไปหยิบลูกบาสลูกที่คิเสะปาใส่เขาแล้วโยนส่งให้คิเสะ

 

“ตามสัญญา ถ้านายชนะไฮซากิแล้ว ฉันจะเล่น 1 on 1 กับนาย”

 

คิเสะมองลูกบาสในมือสลับกับหน้าอาโอมิเนะเหมือนจะถามว่า เอาจริง?

 

“หรือว่านายป๊อด?”

 

“ไม่มีทาง!”

 

“งั้นก็เข้ามา” อาโอมิเนะกระดิกนิ้วท้าทายคิเสะ เห็นทีคงไม่มีทางเลือกนอกจากเล่นสินะ คิเสะโยนเสื้อนอกกองไว้นอกสนามแล้วเลี้ยงลูกมาเผชิญหน้ากับอาโอมิเนะ

 

เพราะนี่อาจจะเป็นการเล่น 1 on 1 ครั้งสุดท้ายกับอาโอมิเนะแล้วก็ได้

 

เวลาผ่านไป ทั้งสองคนเล่นกันจนเหงื่อท่วมตัว ในตอนนี้คิเสะเป็นฝ่ายที่ครองลูกได้ และต่างฝ่ายต่างก็เหลือแรงอีกไม่มากดังนั้นนี่จะเป็นลูกตัดสิน

 

คิเสะทุ่มแรงทั้งหมดที่เหลือเลี้ยงลูกเพื่อที่จะผ่านอาโอมิเนะไปให้ได้ เขาเลี้ยงลูกออกทางขวาแล้วคิดเผื่อเอาไว้ว่าอาโอมิเนจะด้วยเข้ามาดักทางได้ทันแน่ๆจึงคิดที่จะโยนลูกหลอกไว้ด้วย แต่อาโอมิเนะยืนนิ่งเฉยไม่คิดแม้แต่จะเข้ามาขวางปล่อยให้คิเสะเลี้ยงผ่านไปซะดื้อๆ เมื่อผ่านอาโอมิเนะไปได้เขากระโดดชู๊ตลูกลงห่วงอย่างสวยงาม ชัยชนะแรกที่เพิ่งเคยได้รับจากการเล่นกับอาโอมิเนะทำให้คิเสะยืนอึ้งเหมือนไม่เชื่อว่านี้เป็นเรื่องจริง

 

“อาโอมิเนจจินายแกล้งแพ้ฉันเหรอ?”

 

“เปล่า นายก็เห็นอยู่ว่าฉันเล่นเต็มที” อาโอมิเนะตอบพลางเช็ดเหงื่อที่ท่วมตัว

 

“โกหก เมื่อกี้ถ้านายวิ่งตามมาก็สกัดฉันทันอยู่แล้ว” คิเสะยังคงเถียงต่อ เพราะเป็นไปไม่ได้อาโอมิเนะจะหมดแรงก่อนเขาแน่ๆ หรือว่าเขาจะแกล้งแพ้จริงๆ?

 

“ฉันแพ้ คิเสะ” อาโอมิเนะยิ้มกว้างทั้งที่เป็นคนแพ้ ยิ้มเหมือนอย่างที่เขาเคยยิ้มเมื่อตอนที่เขายังมีความสุขกับการเล่นบาสมากกว่าสิ่งอื่นใด

 

 

 

“แพ้ให้กับหัวใจของนาย”

 

“ไม่ใช่” ทั้งที่อาโอมิเนะยิ้มอย่างที่เขาหวัง แต่กลับไม่รู้สึกดีใจเลยซักนิดเพราะมันช่างคล้ายกับรอยยิ้มที่เขายิ้มในตอนที่แพ้คุโรโกะ

 

“นายแพ้ เพราะนายคิดว่าฉันเป็นคุโรโกจจิต่างหาก”

 

“ฉันไปคิดแบบนั้นตอนไหน?”

 

“ก็ที่นายนัดมาเมื่อเช้าแล้วพูดเรื่องความรู้สึกของฉันในวันฝนตกตอนนั้นว่ายังเหมือนเดิมรึเปล่าไงหล่ะ” คิเสะก้มหน้ากัดฟันพูด ยิ่งคิดยิ่งน้อยใจที่รอยยิ้มนั้นไม่ได้เป็นของเขา

 

 

“...ที่ว่าจะให้ฉันเป็นตัวแทนคุโรโกะ”

 

 

“เจ้าโง่ ที่ฉันอยากจะถามมันอีกเรื่องต่างหาก” อาโอมิเนะเดินมาเขกหัวเขาเบาๆแล้วจับเขาเงยหน้าขึ้นมาสบตา

 

“ฉันกับคุโรโกะเราไม่มีอะไรต่อกันแล้ว แล้วที่ฉันทำกับนายตอนนี้มันก็ไม่ใช่เพราะความสงสาร แต่เพราะนาย เพราะนายที่คอยไล่ตามฉันมาตลอดคิเสะ” ไม่ว่าฉันจะเคยทำเรื่องโหดร้ายอะไรกับนาย แต่นายก็ยังอยู่เคียงข้างฉัน จนกลายเป็นสิ่งที่ฉันขาดไม่ได้ ตัวตนของนายที่สั่นคลอนจิตใจฉัน

 

 

อาโอมิเนะอ้าแขนออกแล้วยิ้มกว้าง ยิ้มที่เป็นของคิเสะจริงๆ

 

 

“ตอนนี้นายถึงเส้นชัยแล้ว เข้ามารับรางวัลสิ”

 

 

คิเสะโผเข้ากอดอาโอมิเนะแน่น น้ำตาที่แห้งไปแล้วเริ่มไหลอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะความเศร้าหรือหวาดกลัว แต่เพราะความปลื้มปิติยินดีกับสิ่งที่เขาวาดฝันมาตลอดตอนนี้มันเป็นจริงอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

 

“ฉันนึกว่านายจะให้ฉันเป็นตัวแทนคุโรโกจจิแล้วซะอีก”

 

“ก็ใครหล่ะที่ปาลูกบาสอัดหน้าฉันแล้วรีบวิ่งจู๊ดหายไปแบบนั้น เจ็บแทบตายเลยนะรู้ไหม” อาโอมิเนะบีบจมูกคิเสะที่แดงเพราะร้องไห้ด้วยความหมั่นเขี้ยวแต่เจ้าตัวดีกลับหัวเราะเสียงดังแล้วกอดเขาแน่นขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก แต่ยังไงซะเขาก็ชอบหน้าคิเสะตอนหัวเราะมากกว่าตอนร้องไห้เป็นไหนๆ เพราะงั้นจะยอมให้หน่อยก็ได้

 

“นายยังไม่ตอบฉันเลยนะคิเสะว่าตอนนี้นายยังรู้สึกเหมือนกับตอนนั้นอีกรึเปล่า?”

 

อาโอมิเนะยิ้มกวนถามทั้งที่ตอนนี้รู้คำตอบอยู่เต็มอก แต่เขาก็แค่อยากได้ยินจากปากเจ้าตรงๆมันผิดตรงไหน

 

คิเสะยิ้มกว้าง คำถามที่เขาเข้าผิดซะเต็มเปาเมื่อเช้า ทั้งที่จริงแล้วคำตอบมันช่างแสนหวาน

 

ฉันรักอาโอมิเนจจินะ



คนๆนี้ทั้งทำให้ฉันตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น

 

ทำให้ปวดร้าวเพียงแค่มอง

 

ทำให้เขากลายเป็นคนตาบอดที่มัวเมากับความรัก

 

เคยเหยียบย่ำจิตใจจนแหลกเหลว

 

แต่น่าแปลกที่...

 

 

 

“ฉันไม่เคยหยุดรักนายเลย อาโอมิเนจจิ”

 

 

 

รอยยิ้มที่ฉันเคยเสียไป สุดท้ายก็เป็นนายคนเดียวที่เป็นคนเอามันคืนมาให้ฉัน

 

 

Never smile again

 


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
จบแล้ววววววววววววว
 
โอ๊ยตอนที่เขาดีกันทำไมแต่งยากงี้ บอกต่งเลยไรเตอร์ถนัดแต่งแต่มาม่าน้ำตาแตก ต้องมาแต่งให้ดีกัน เล่นเอาหมดแรงเลย(ซะงั้น)
 
แต่ยังไงตอนนี้ก็คิดว่าคงจะสมหวังใครหลายๆคนแล้ว ไม่อยากจะเชื่อว่าจะแต่งให้ Good End ได้จริงนะเนี้ย
 
หลังจากตอนนี้จะมีตอนพิเศษอีก 1 ตอน แล้วค่อยเริ่มเรื่องใหม่ กะไปปั่นฟิค A/Z กะ Devil Kero ที่ดองไว้เป็นปีต่อ
 
ส่วน Back in time ต้องบอกเลยว่ายังต้องดองอีกยาว......เพราะหลายๆเรื่อง T^T
 
สุดท้ายขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนที่ติดตามซี่รี่ย์ Never smile again จนจบ
 
ขอบคุณจากใจเลยค่ะ Cool
 
แล้วเจอกันเอนทรี่ย์หน้านะค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

#2 By (171.7.248.218|171.7.248.218) on 2015-07-05 21:29

ในที่สุด.....เรื่องก็จบลงด้วยดี
 
โอสึคาเระซามะเดชิตะ~~~~~~~~~
(โค้งงงงงง)
 
ยินดีด้วยนะคะ

#1 By fukaze on 2015-05-22 15:23

Recommend